วัดอรุณราชวราราม

วัดอรุณ

วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง) | พระอารามหลวงชั้นเอก | พระประธาน: พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก | วัดประจำรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

  ชมวีดีโอ 360 องศา

“วัดอรุณ” หรือ “วัดแจ้ง” มีนามทางราชการว่า “วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร” คือ วัดประจำรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านดำรงตำแหน่งเป็นวังหน้าในรัชกาลที่ ๑ ที่ประทับของท่านจะอยู่ที่พระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี และวัดที่อยู่ใกล้กับพระราชวังเดิมที่สุดก็คือวัดอรุณราชวราราม พระองค์ท่านจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ และยังได้ทรงลงมือปั้นหุ่นพระพักตร์ ‘พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก’ พระประธานในพระอุโบสถ ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกด้วย และเมื่อพระองค์ท่านทรงเสด็จสวรรคต พระบรมอัฐิของพระองค์ก็ถูกนำมาประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามแห่งนี้

วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณเก่าแก่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่พบหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างวัดในสมัยโบราณ ตามหลักฐานเท่าที่ปรากฏมีเพียงว่า เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีมาก่อนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พุทธศักราช ๒๑๙๙-๒๒๓๑) เพราะมีแผนที่เมืองธนบุรีซึ่งเรือเอก เดอ ฟอร์บัง (Claude de Forbin) กับนายช่าง เดอ ลามาร์ (de Lamare) ชาวฝรั่งเศส ทำขึ้นไว้เป็นหลักฐานในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช อีกทั้งวัดแห่งนี้ยังมีพระอุโบสถและพระวิหารของเก่าที่ตั้งอยู่ ณ บริเวณหน้าพระปรางค์ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสมัยกรุงศรีอยุธยา

มูลเหตุที่เรียกชื่อวัดนี้แต่เดิมว่า “วัดมะกอก” นั้น ตามทางสันนิษฐานเข้าใจว่า คงจะเรียกคล้อยตามชื่อตำบลที่ตั้งวัด ซึ่งสมัยนั้นมีชื่อว่า ‘ตำบลบางมะกอก’ (เมื่อนำมาเรียกรวมกับคำว่า ‘วัด’ ในตอนแรกๆ คงเรียกว่า ‘วัดบางมะกอก’ภายหลังเสียงหดลงคงเรียกสั้นๆ ว่า ‘วัดมะกอก’) ต่อมาเมื่อได้มีการสร้างวัดขึ้นใหม่อีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ลึกเข้าไปในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกชื่อวัดที่สร้างใหม่ว่า “วัดมะกอกใน” (ในปัจจุบันคือ วัดนวลนรดิศวรวิหาร) แล้วเรียก ‘วัดมะกอก’ เดิมซึ่งอยู่ตอนปากคลองบางกอกใหญ่ ว่า “วัดมะกอกนอก” เพื่อให้ทราบว่าเป็นคนละวัด

ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๓๑๐ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงมีพระราชประสงค์จะย้ายราชธานีมาตั้ง ณ กรุงธนบุรี จึงเสด็จกรีฑาทัพล่องลงมาทางชลมารคถึงหน้า ‘วัดมะกอกนอก’ แห่งนี้เมื่อเวลารุ่งอรุณพอดี จึงทรงเปลี่ยนชื่อวัดมะกอกนอกเป็น ‘วัดแจ้ง’ เพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงการได้เสด็จมาถึงวัดนี้เมื่อเวลาอรุณรุ่ง

เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดให้ย้ายราชธานีจากกรุงศรีอยุธยามาตั้ง ณ กรุงธนบุรี ในปี พ.ศ.๒๓๑๑ และได้ทรงสร้างพระราชวังใหม่ มีการขยายเขตพระราชฐาน เป็นเหตุให้วัดแจ้งตกเข้ามาอยู่กลางพระราชวังจึงโปรดไม่ให้มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษา การที่เอาวัดแจ้งเป็นวัดภายในพระราชวังนั้น คงจะทรงถือแบบอย่างพระราชวังในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีวัดพระศรีสรรเพชญ์อยู่ในพระราชวัง การปฏิสังขรณ์วัดเท่าที่ปรากฏอยู่ตามหลักฐานในพระราชพงศาวดาร ก็คือ ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ และพระวิหารหลังเก่าที่อยู่หน้าพระปรางค์กับโปรดให้สร้างกำแพงพระราชวังโอบล้อมวัด เพื่อให้สมกับที่เป็นวัดภายในพระราชวัง แต่ไม่ปรากฏรายการว่า ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์หรือก่อสร้างสิ่งใดขึ้นบ้าง

ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ถือกันว่าวัดแจ้งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมือง เนื่องจากเป็นวัดที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตและพระบาง ซึ่ง สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑) ไปตีเมืองเวียงจันทน์ได้ในปีกุน เอกศก จุลศักราช ๑๑๔๑ (พ.ศ.๒๓๒๒) แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปสำคัญ ๒ องค์คือ พระแก้วมรกตและพระบาง ลงมากรุงธนบุรีด้วย และมีการสมโภชเป็นเวลา ๒ เดือน ๑๒ วัน จนกระทั่งถึงวันวิสาขปุณณมี วันเพ็ญกลางเดือน ๖ ปีชวด โทศก จุลศักราช ๑๑๔๒ (พุทธศักราช ๒๓๒๓) โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกตและพระบางขึ้นประดิษฐานไว้ในมณฑป ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถเก่าและพระวิหารเก่า หน้าพระปรางค์ อยู่ในระยะกึ่งกลางพอดี มีการจัดงานสมโภชใหญ่ ๗ คืน ๗ วันด้วยกัน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ได้โปรดให้สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา และรื้อกำแพงพระราชวังกรุงธนบุรีออก ด้วยเหตุนี้วัดแจ้งจึงไม่ได้อยู่ในเขตพระราชวังอีกต่อไป พระองค์จึงโปรดให้วัดแจ้งเป็นวัดที่มีพระสงฆ์จำพรรษาอีกครั้งหนึ่ง โดยนิมนต์ พระโพธิวงศาจารย์ จากวัดบางหว้าใหญ่ (วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ) มาครองวัด พร้อมทั้งพระศรีสมโพธิและพระภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่งมาเป็นพระอันดับ

นอกจากนั้นพระองค์ทรงมอบหมายให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร (รัชกาลที่ ๒) เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์วัดแจ้ง แต่การปฏิสังขรณ์คงสำเร็จเพียงกุฏิสงฆ์ ส่วนพระอุโบสถและพระวิหารยังไม่ทันแล้วเสร็จ ก็พอดีสิ้นรัชกาลที่ ๑ ในปี พ.ศ.๒๓๕๒ เสียก่อน (เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๗ พระแก้วมรกตได้ย้ายมาประดิษฐาน ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ส่วนพระบางนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดพระราชทานคืนไปยังนครเวียงจันทร์ ประเทศลาว)

ต่อมาในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อจนเสร็จ มีการจัดงานสมโภชใหญ่ถึง ๗ วัน ๗ คืน แล้วโปรดพระราชทานพระนามวัดว่า ‘วัดอรุณราชธาราม’ ในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ ใหม่หมดทั้งวัด พร้อมทั้งโปรด ให้ลงมือก่อสร้างพระปรางค์ตามแบบที่ทรงคิดขึ้นด้วย ซึ่งการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ ภายในวัดอรุณฯ นี้สำเร็จลงแล้ว แต่ยังไม่ทันมีงานฉลองก็สิ้นรัชกาลที่ ๓ ในปี พ.ศ.๒๓๙๔

เมื่อ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ พระองค์ได้โปรดให้สร้างและปฏิสังขรณ์สิ่งต่างๆ ในวัดอรุณฯ เพิ่มเติมอีกหลายอย่าง อีกทั้งยังได้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย มาบรรจุไว้ที่ พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถ ที่พระองค์ทรงพระราชทานนามว่า ‘พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก’ และเมื่อได้ทรงปฏิสังขรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้พระราชทานนามวัดเสียใหม่ว่า ‘วัดอรุณราชวราราม’ ดังที่เรียกกันมาจนถึงปัจจุบัน

พระอุโบสถ
พระอุโบสถ ตั้งอยู่ทางด้านเหนือของวัด เป็นสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญและสวยงามชิ้นหนึ่ง ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

ลักษณะของพระอุโบสถ เป็นพระอุโบสถยกพื้นสูง หลังคาลด ๒ ชั้น มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลืองและเขียวใบไม้ ช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ลงรักประดับกระจก หน้าบันทั้งด้านหน้าและด้านหลัง เป็นรูปเทวดายืนถือพระขรรค์อยู่ในปราสาท เป็นไม้แกะ มีสังข์และคนโทน้ำวางอยู่บนพานข้างละพาน ประดับลายกระหนก ตามลายกระหนกลงรักปิดทองมีมุขยื่นทั้งด้านหน้าด้านหลัง มีเสาใหญ่รับเชิงชายทั้งด้านเหนือด้านใต้มีชานเดินได้ พื้นหน้ามุขและชานเดินรอบพระอุโบสถปูด้วยหินอ่อน บันไดและเสาบันไดเป็นหินทราย ระหว่างเสารอบพระอุโบสถถึงหน้ามุขทั้งสองด้านมีกำแพงเตี้ยๆ ประดับด้วยหินสลักเป็นรูปดอกไม้ใบไม้ ที่หุ้มกลองด้านหน้า ระหว่างประตูมีบุษบกยอดปรางค์ประดิษฐานพระพุทธนฤมิตร เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดให้หล่อขึ้น จำลองพระพุทธรูปฉลองพระองค์ในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งประดิษฐานอยู่ในหอพระสุราลัยพิมาน และได้นำมาประดิษฐานในรัชกาลที่ ๕ ที่หุ้มกลองด้านหลังระหว่างประตูเหมือนกัน ก็เป็นบุษบกยอดปรางค์ มีพาน ๒ ชั้น ลงรักปิดทอง และมีพุ่มเทียนตั้งอยู่ เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริ ที่จะหล่อพระพุทธรูปฉลองพระองค์รัชกาลที่ ๓ และของพระองค์เองประดิษฐานไว้ แต่ค้างมามิได้ทำ ที่ซุ้มประตูพระอุโบสถ ๒ ประตูด้านหน้า เป็นซุ้มยอดปรางค์ แต่ด้านหลังเป็นซุ้มไม่มียอดทั้ง ๒ ประตู และด้านนอกของบานประตูเป็นของซ่อมใหม่ลายเทพพนมพุ่มข้าวบิณฑ์ ลงรักปิดทองทั้ง ๘ บาน มีชื่อผู้ซ่อมอยู่เฉพาะด้านหน้าว่า คุณหญิงเมนูเวทย์วิมลนาท (แฉล้ม สุมาวงศ์) เป็นผู้ออกทุน ผู้เขียนคือ นายจรินทร เลี่ยมหิรัญ เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๙ เสาและผนังพระอุโบสถด้านนอกถือปูนประดับกระเบื้องจีนลายดอกไม้ร่วง ซึ่งทรงปฏิสังขรณ์ไว้ในรัชกาลที่ ๔ บัวหัวเสาและบัวเชิงเสา ลงรักปิดทอง หน้าต่างมีทั้งหมด ๑๔ ช่อง คือ ด้านเหนือ ๗ ช่อง และด้านใต้ ๗ ช่อง ด้านนอกของหน้าต่างเป็นลายรดน้ำซ่อมใหม่

ด้านในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังทั้ง ๔ ด้าน ฝีมืองามมาก บนผนังตอนเหนือหน้าต่างกับผนังด้านหน้าพระประธาน และหลังพระประธาน เป็นภาพพุทธประวัติ มีข้อน่าสังเกตว่า เฉพาะหุ้มกลองด้านหน้าพระประธานนั้น ตามปกตินิยมเขียนเป็นภาพมารผจญทั้งผนัง แต่ที่พระอุโบสถวัดอรุณฯ นี้ กลับเขียนภาพมารผจญขึ้นไว้สูงสุดเหนือภาพพุทธประวัติ มีขนาดไม่สู้จะใหญ่นัก ผนังด้านใต้เหนือบานหน้าต่างเป็นภาพเวสสันดรชาดก ตามช่องระหว่างหน้าต่างทุกช่องเป็นภาพชาดกในเรื่องทศชาติ บานหน้าต่างด้านในเป็นภาพต้นไม้และสัตว์ทุกบาน และด้านในประตูพระอุโบสถทั้ง ๘ บาน เป็นภาพต้นมักกลีผลหรือนารีผลตามรักแร้ประตูและหน้าต่าง เป็นภาพในเมืองนรกและภาพเกี่ยวกับสุภาษิตโบราณ เช่น นิ้วด้วนได้แหวน เป็นต้น

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถดังกล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นภาพฝีมือจิตรกรเก่าครั้งรัชกาลที่ ๓ ก็มี เป็นภาพฝีมือจิตรกรในรัชกาลที่ ๕ เขียนซ่อมเมื่อภายหลังเกิดไฟไหม้พระอุโบสถก็มี สำหรับจิตรกรผู้วาดภาพผนังพระอุโบสถนี้ รุ่นเก่าเท่าที่ค้นชื่อได้มีเพชรวกรรม์ หลวงวิจิตรเจษฎา (ครูทองอยู่) คงเป๊ะ ตามี เป็นต้น

ส่วนจิตรกรที่ซ่อมใหม่นั้น มีชื่ออยู่ตามบานหน้าต่างด้านในดังนี้
๑. หมื่นเทพนิมิตร (ทองอยู่)
๒. นายศุกร (ขึ้นในกรมหมื่นสรรพศาสตร์)
๓. หลวงพินิจสรรพกร (ช่างฝ่ายพระราชวังบวร)
๔. หลวงพิศณุกรม (เล็ก)
๕. หลวงพรหมพิจิตร (เงียบ)
๖. หลวงนิมิตรเวศุกรรม (เล็ก ฝ่ายพระราชวังบวร)

แต่การซ่อมภายในพระอุโบสถต่อมา สืบได้ความว่า พระครูอรุณธรรมธาดา (เวศ) เป็นผู้คอยซ่อม เพราะท่านเป็นจิตรกรฝีมือดี เคยเขียนภาพในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามมาเหมือนกัน ปัจจุบันมรณภาพแล้ว

ตอนเหนือกรอบบนบานหน้าต่างและประตู มีภาพเครื่องโต๊ะหมู่บูชาแบบจีนติดกระจกใส่กรอบ รวมทั้งหมด ๑๘ ภาพ

พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก
พระประธานในพระอุโบสถ วัดอรุณราชวราราม

พระประธาน ในพระอุโบสถ มีพระนามว่า "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" หล่อในรัชกาลที่ ๒ กล่าวกันว่า พระพักตร์เป็นฝีพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงปั้นหุ่น เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอกคืบ ประดิษฐานเหนือแท่นไพทีบนฐานชุกชี เบื้องพระพักตร์มีรูปพระอัครสาวก ๒ องค์ หันหน้าเข้าหาองค์พระประธาน ระหว่างกลางพระอัครสาวก มีพัดยศพระประธานตั้งอยู่

พัดยศดังกล่าวนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงสันนิษฐานไว้ว่า "นึกได้ว่าในเรื่องพระพุทธประวัติ มีพระเจ้าแผ่นดินพระองค์หนึ่ง ดูเหมือนจะเป็นพระเจ้าปเสนทิ ได้ทำพัดงาถวายพระพุทธองค์สำหรับทรงถือในเวลาประทานพระธรรมเทศนา เรื่องนั้นพวกสร้างพระพุทธรูปได้เอามาเป็นคติ ทำพระพุทธรูปปางหนึ่งทรงถือพัดมีมาแต่โบราณ ยกตัวอย่างเช่นพระชัยนวรัฐ ที่เจ้าเชียงใหม่ถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เป็นต้น แลยังมีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานอีกหลายองค์ แต่ชั้นเก่าทำพัดเป็นรูปกลมหรือรูปไข่ เช่น รูปพัดงาสาน พระชัยของหลวงสร้างประจำรัชกาล ก็คงมาแต่พระปางนั้น

เป็นแต่แก้รูปพัดเป็นพัดแฉกคงเป็นพระชัยหลวง มาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรงสร้างพระชัยประจำรัชกาลที่ ๑ เป็นปางทรงถือพัดแฉก ยังมีคติเนื่องกับพระพุทธรูปปางถือพัดต่อไปอีกอย่างหนึ่ง ที่พระเจ้าแผ่นดินถวายพัดแฉกเป็นพุทธบูชา ตั้งไว้บนฐานชุกชีข้างหน้าพระประธานในพระอารามหลวง เคยเห็นที่วัดอรุณฯ วัดราชบุรณะ และทำเป็นพัดแฉกขนาดใหญ่ถวายพระพุทธเทวปฏิมากรวัดพระเชตุพนฯ ยังปรากฏจนบัดนี้

พระบรมอัฐิในรัชกาลที่ ๒ ที่พระพุทธอาสน์พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก มีพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยบรรจุอยู่ ตามประวัติกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ โปรดให้อัญเชิญมาบรรจุไว้เมื่อได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดนี้แล้ว ในปี ร.ศ.๑๑๔ (พ.ศ.๒๔๓๘) ในรัชกาลที่ ๕ เกิดไฟไหม้ขึ้นที่พระอุโบสถ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไป ทรงบัญชาการดับไฟด้วยพระองค์เอง ได้โปรดให้อัญเชิญพระบรมอัฐิออกได้ทัน ครั้นเมื่อทรงปฏิสังขรณ์พระอุโบสถใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงโปรดให้อัญเชิญพระบรมอัฐินำกลับไปบรรจุไว้ ณ ที่เดิม เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ร.ศ.๑๑๗ (พ.ศ.๒๔๔๑) เวลาบ่าย ๔ โมงเศษ

ที่ตั้ง
เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

การเดินทาง
รถประจำทางสาย 19, 57, 83

เวลาทำการ
เปิดทุกวัน เวลา 08:30 - 17:00 น.

ที่มาข้อมูล : วัดอรุณราชวราราม

  แผนที่ Google Maps
ขอเชิญทุกท่านร่วมเผยแผ่ความงดงาม มหัศจรรย์วัดสวยศาสนสถานสำคัญ
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบสานศิลปวัฒนธรรม
ง่ายๆ เพียง ส่งต่อไลน์ แชร์เฟสบุ๊ค ทวีตบอกต่อ:

กราบขอบพระคุณ

กราบขอบพระคุณ วัดและศาสนสถานสำคัญต่างๆ ที่ได้เมตตาเอื้อเฟื้อสถานที่ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการบันทึกภาพ พระอาจารย์ทุกท่านที่ได้เมตตาชี้แนะสั่งสอน และกัลยาณมิตรผู้เอื้อเฟื้อทุกท่าน

ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
ทุกนาทีที่นี่เราได้ละจากบาปทั้งปวง ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเผยแผ่แบ่งปัน
ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล
บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์
ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
ทั้งคนรักคนชังแต่ครั้งไหน
ขอให้ได้ส่วนกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ
ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ เทอญ

>