วัดหงส์รัตนาราม

วัดหงส์รัตนาราม

วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร | พระอารามหลวงชั้นโท | พระประธาน: พระพุทธลักษณะ

  ชมวีดีโอ 360 องศา

วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร พระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ (คลองบางหลวง) แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

เขตวัด
วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร มีอาณาเขต ดังนี้
ทิศตะวันออก จรด คลองหลังศูนย์สาธารณสุข ๓๓
ทิศตะวันตก จรด คลองเล็กตามแนววัด
ทิศเหนือ จรด สถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่
ทิศใต้ จรด คลองบางกอกใหญ่
รวมเนื้อที่ของวัดประมาณ ๔๖ ไร่เศษ

ที่ธรณีสงฆ์ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร มีที่จัดประโยชน์ให้ประชาชนเช่าที่ดินปลูกที่อยู่อาศัยบริเวณติดกับวัด มีเนื้อที่ประมาณ ๒๐ ไร่เศษ

หลักฐานของนามและสร้อยนามวัดหงส์รัตนาราม
วัดหงส์รัตนารามนี้ เดิมเรียกกันอย่างพื้นชาวบ้านว่า "วัดเจ๊สัวหง" บ้าง "วัดเจ้าสัวหง" บ้าง ต่อมาคำว่า "เจ๊สัวหรือเจ้าสัว" มีผู้นิยมเรียกกันเป็น "เจ้าขรัว" ไป วัดนี้ก็ถูกเรียกเปลี่ยนไปว่า "วัดเจ้าขรัวหง" ดังนี้ พิจารณาคำเรียกร้องนี้หรือนามวัดพื้นเดิมดังกล่าวมาแล้วนั้น มีประเด็นอยู่ ๒ ประการคือ เจ๊สัวหรือเจ้าสัวหรือเจ้าขรัวประการหนึ่ง และ "หง" ประการหนึ่ง เจ๊สัวหรือเจ้าสัวก็ดี เจ้าขรัวก็ดี พจนานุกรมฉบับปัจจุบันนี้ให้คำนิยามไว้ว่า "คนมั่งมี" หรือ "เศรษฐีจีน" ส่วน "หง" คำนี้ตามสันนิษฐานเป็นชื่อของคนมั่งมีหรือเศรษฐีจีนผู้นั้น เมื่อพิสูจน์ตามประวัติคือ ความเป็นมาของวัดนี้ก็ได้หลักฐานว่า จีนผู้มั่งมีหรือเศรษฐีจีนชื่อนายหงเป็นผู้สร้างมาดั้งเดิม ด้วยเหตุนี้ วัดนี้แต่เมื่อยังเป็นวัดราษฎร์และอยู่ในท้องที่ชนบทสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือครั้งโบราณแต่เก่าก่อน คงเรียกกันตามพื้นเพของชาวบ้านโดยมุ่งเอาชื่อและฐานะของผู้สร้างเป็นสำคัญ ดังนั้นวัดนี้จึงมีนามในสมัยนั้นหรือแต่ดั้งเดิมในโบราณว่า "วัดเจ๊สัวหง" บ้าง "วัดเจ้าสัวหง" บ้าง "วัดเจ้าขรัวหง" บ้าง ตามแต่จะนิยมเรียกกันในยุคนั้นสมัยนั้น แม้จดหมายเหตุในรัชกาลที่ ๔ ก็กล่าวไว้ในทำนองนี้ว่า "วัดหงส์รัตนารามนี้ พื้นที่วัดเดิมเป็นของโบราณมีมานานสำหรับเมืองธนบุรี คำคนแก่เก่า ๆ เป็นอันมากเรียกว่าวัดเจ้าขรัวหง แลว่ากันว่าจีนเจ๊สัวมั่งมีบ้านอยู่กะดีจีนสร้างขึ้นไว้แต่ในครั้งโน้น จีนที่มั่งมี คนเรียกว่า เจ้าขรัว" ดังนี้

ต่อมานานเข้า และผันผวนไปตามพื้นสำเนียงพูดจาของคนไทยที่ชอบพูดคำกะทัดรัดเป็นคำสั้น ๆ จึงเหลือคำเพียง ๒ พยางค์ คือ "วัดหง" และต่อมามีนักปราชญ์ราชบัณฑิตได้มาเกี่ยวพันกับวัดหงส์ฯ นี้บ้าง หรือยุคที่รุ่งเรืองเจริญด้วยภาษาสันสกฤตและบาลีเข้ามาครอบคลุม "หง" คำเดิมก็ถูกบวชเป็นทำนองสันสกฤตไป คือเติม ษ การันต์เข้าเป็น "หงษ์" ที่ว่า "หงษ์" คำนี้เป็นภาษาสันสกฤตก็เพราะไม่ใช่คำไทยเดิมและไม่ใช่คำบาลีซึ่งบาลีไม่มี ษ ใช้ แต่ที่จริงแล้ว "หงษ์" คำนี้ก็ไม่ใช่คำมีมูลมาแต่สันสกฤตแท้ เป็นแต่เขียนเลียนสันสกฤตเท่านั้น เพราะยุคนั้นท่านผู้รู้นิยมภาษาสันสกฤตกันฟุ่มเฟือย อยู่ในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์จะพบเป็นส่วนมากในหนังสือวรรณคดียุคนี้ เช่นมหาชาติคำหลวงซึ่งแต่งซ่อมให้ครบ ๑๓ กัณฑ์ จากที่เหลือมาครั้งกรุงศรีอยุธยา เพราะอันที่จริงนั้นรูปภาษาสันสกฤตเดิมของเราเขียนเป็น "หํส" ใช้นฤคหิตแทน "ง" และออกเสียง "ส" เป็นอีกพยางค์หนึ่ง ส่วนบาลีนั้นมีรูปเป็น "หงฺส" คือใช้ตัว "ง" สะกดทีเดียว ด้วยเหตุนี้ต่อมาท่านผู้รู้ทั้งหลายจึงเขียนรักษาแนวภาษานั้น ๆ ตามความจริง จึงเป็น "หงส์" ดังนี้ ส่วน "หงษ์" คำนี้จึงหมดความนิยมใช้ไป คงมีแต่ของเก่าซึ่งนิยมเขียนกันในสมัยหนึ่งเท่านั้น

ในยุคกรุงธนบุรี วัดหงส์ฯ ได้มีสร้อยนามเป็นทางการว่า "วัดหงส์อาวาสวิหาร" และเขียน "ษ" การันต์มีไม้ทัณฑมาตของคำว่า "หง" ตามสมัยนิยมครั้งนั้น ทั้งใช้ชื่อและสร้อยอย่างนี้มาถึงยุครัตนโกสินทร์ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกด้วย แต่ตอนปลายรัชกาลนี้ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งขณะนั้นยังทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้ทรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล สืบต่อจากกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มหาสุรสิงหนาทฯ ไม่เสด็จประทับวังหน้า คงเสด็จประทับ ณ พระราชวังเดิม ดังนี้นพระราชวังเดิมนี้จึงมีฐานะเป็นพระบวรราชวังใหม่ขึ้นอีกตำแหน่งหนึ่ง สมตามนัยแห่งชุมนุมพระบรมราชาธิบายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าจอมเกล้า ฯ ตอนที่ทรงเล่าการประสูติของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฯ ไว้ดังนี้ "การประสูติครั้งนี้ เป็นไปที่พระบวรราชวังใหม่ อยู่ในกำแพงกรุงธนบุรีโบราณ" เหตุนี้วัดหงส์ฯ ซึ่งมีพื้นที่ตั้งอยู่ติดสถานที่พระบวรราชวังใหม่นี้จึงมีสร้อยนามเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ครั้งนั้นว่า "วัดหงส์อาวาศบวรวิหาร" ดังหลักฐานประกอบในข้อนี้ตามนัยพระราชทินนามสมณศักดิ์พระราชาคณะที่พระธรรมอุดม (พระธรรมวโรดมปัจจุบันนี้)" ซึ่งได้เลื่อนจากพระธรรมไตรโลก (พระธรรมไตรโลกาจาริย์ปัจจุบันนี้) ในรัชกาลที่ ๑ ว่า "พระธรรมอุดม บรมญาณอดุลย สุนทรนายก ตีปิฎกธรา มหาคณิศร บวรสังฆารามคามวาสี สถิต ณ วัดหงส์อาวาศบวรวิหารพระอารามหลวง"

ในสมัยรัชกาลที่ ๒ วัดหงส์ ฯ มีสร้อยนามเปลี่ยนแปลงเป็นอีกประการหนึ่ง คือ "วัดหงส์อาวาศวรวิหาร" หลักฐานในข้อนี้ พิจารณาได้ตามพระราชทินนามสมณศักดิ์ที่พระพิมลธรรม ซึ่งได้เลื่อนจากสมณศักดิ์เดิมที่พระพรหมมุนี (ด่อน)" กล่าวไว้ดังนี้ "ให้พระพรหมมุนีเป็นพระพิมลธรรม อนันตญาณนายก ตีปิฎกธรา มหาคณิศร บวรสังฆาราม คามวาสี สถิต ณ วัดหงส์อาวาศวรวิหารพระอารามหลวง"

ในสมัยรัชกาลที่ ๓ วัดหงส์ ฯ คงมีนามเรียกเต็มที่ว่า "วัดหงสาราม" ดังหลักฐานในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๕ ตอนที่ ๓ เรื่องตำนานสถานที่และวัตถุต่าง ๆ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงบูรณะ และเกี่ยวกับวัดหงส์ ฯ มีข้อความกล่าวไว้เป็นเชิงประวัติว่า "วัดนี้นามเดิมว่า วัดเจ้าขรัวหงส์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นวัดหงสาราม" ดังนี้ และในสำเนาเทศนาพระราชประวัติรัชกาลที่ ๒ ซึ่งหม่อมเจ้าพระประภากรบวรวิสุทธิวงศ์ วัดบวรนิเวศน์ ฯ ทรงเทศนาถวายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ฯ ก็ทรงใช้ว่า "วัดหงสาราม" ในเรื่องที่เกี่ยวกับวัดหงส์ ฯ แม้ในตำนานพระอารามหลวงที่เจ้าพระยาวิชิตวงศ์วุฒิไกร เรียบเรียงถวายรัชกาลที่ ๕ ก็กล่าวไว้เช่นนั้น แต่กล่าวพิเศษออกไปว่า เรียกวัดหงสาราม มาแต่รัชกาลที่ ๑ เห็นจะเป็นว่าเมื่อเรียกไม่มีพิธีรีตองสำคัญอะไรก็คงเรียกวัดหงสาราม ทั้ง ๓ รัชกาลก็เป็นได้

ในสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้พระราชทานสร้อยนามวัดหงส์ ฯ ใหม่และเป็นหลักฐานสืบมาจนบัดนี้ว่า "วัดหงส์รัตนาราม" ดังประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๕ ว่าด้วยพระเจดีย์วิหารที่ทรงสถาปนาในรัชกาลที่ ๔ เรื่องที่ ๑๕ กล่าวไว้ความว่า "วัดหงส์รัตนาราม วัดนี้นามเดิมว่าวัดเจ้าขรัวหงส์ แล้วเปลี่ยนมาเป็นวัดหงสาราม สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ด้วยกันกับวัดเขมาภิรตาราม ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับปฏิสังขรณ์วัดเขมา ฯ โปรดให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์วัดหงส์ การยังไม่ทันเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสรรคต พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ พระราชทานนามว่า วัดหงส์รัตนาราม" ดังนี้

อนึ่ง คำสร้อยนามวัดหงส์ ฯ ที่ว่า "รัตนาราม" นั้น บ่งความหมายเป็นสองประการคือ "รัตน" แปลว่า "แก้ว" ประการหนึ่ง และ "อาราม" ซึ่งแปลว่า "วัด" ประการหนึ่ง ถือเอาความทั้งสองคำนั้นได้ความหมายว่า "วัดท่านแก้ว" มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ได้พระราชทานสร้อยนามวัดหงส์ ฯ ดังนั้น ทั้งนี้เพื่อถวายเป็นพระอนุสรณ์แด่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า "แก้" สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระศรีสุดารักษ์ พระองค์นี้ มีพระสัมพันธ์เป็นพระบรมราชวงศ์เกี่ยวเนื่องในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ คือเป็นพระบรมราชอัยกี (ยาย)

วัดหงส์ ฯ ได้รับการทำนุบำรุงปฏิสังขรณ์จากสมเด็จกรมพระศรีสุริเยนทรามาตย์ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชกาลที่ ๓ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระต่อมา เหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงพระราชทานสร้อยนามของวัดหงส์ ฯ นี้ว่า "รัตนาราม" เป็นการถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระบรมราชอัยกีผู้ทรงเป็นพระบุรพการีของพระบรมราชชนนี พระราชอนุชาและพระองค์ท่าน ตามลักษณาการของพุทธศาสนิกชนที่บำเพ็ญบุญกุศลแล้วอุทิศผลให้กันฉะนั้น แต่น่าจะมีปัญหา ว่าเหตุไร ไม่ทรงถวายเป็นพระราชอนุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชชนนีผู้ทรงใกล้ชิดกว่าและสมเด็จพระนางเจ้าพระองค์นี้ก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดหงส์ ฯ ข้อนี้เห็นจะเป็นด้วยว่า วัดหงส์ ฯ นี้แม้สมเด็จพระบรมราชชนนีจะทรงเกี่ยวข้องปฏิสังขรณ์ก็จริง แต่อยู่ในยุคหลังเพราะพระองค์ได้โดยทรงปฏิสังขรณ์วัดเขมาภิรตารามมาก่อนสมัยในรัชกาลที่ ๑ และที่ ๒ แล้วประการหนึ่ง และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์เองก็ได้ทรงปฏิสังขรณ์ร่วมและทรงรับภาระต่อมา จึงทรงปรารถนาถวายให้สมเด็จพระบรมราชชนนีพระอนุสรณ์ที่วัดเขมาภิรตาราม เป็นสำคัญประการหนึ่ง ดังนั้นที่วัดหงส์ ฯ นี้จึงทรงถวายเป็นส่วนพระอนุสรณ์แด่สมเด็จพระบรมราชอัยกี คือสมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระศรีสุดารักษ์ อนึ่งวัดหงส์ ฯ นี้อาจเป็นวัดที่สมเด็จเจ้าฟ้าหญิง กรมพระศรีสุดารักษ์ เคยทรงอุปถัมภ์และปฏิสังขรณ์มาในอดีต มิฉะนั้นก็คงได้คุ้นเคยและทรงบำเพ็ญบุญกุศลเป็นประจำมาในขณะทรงพระชนม์อยู่ก็เป็นได้ ข้อนี้เป็นเพียงมติสันนิษฐานเท่านั้น

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ วัดหงส์รัตนาราม ได้ถูกจัดลำดับศักดิ์ของวัดขึ้น คือเป็นพระอารามหลวงชั้นโท และมีฐานะเป็นพระอารามชั้นราชวรวิหาร ทั้งนี้เป็นไปตามพระบรมราชโองการประกาศเรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวง คือ ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี ชั้นสามัญ และฐานะราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร วรมหาวิหาร วรวิหาร เมื่อ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๘

พระอุโบสถ
ตัวพระอุโบสถสร้างแบบก่ออิฐถือปูนขนาดกว้าง ๑๙.๕๐ เมตร ยาว ๔๒ เมตร หลังคาเป็นมุขลด ๒ ชั้น ประดับช่อฟ้า ใบระกาหน้าบันทำเป็น ๒ ชั้น ทั้งด้านหน้าและด้านหลังพระอุโบสถ ชั้นบนประดับลายรูปหงส์ ชั้นล่างทำเป็นพื้นเรียบเจาะเป็นช่อง ๔ เหลี่ยม ๒ ช่อง ภายในช่องประดับด้วยลายปูนปั้นปิดทองรูปหงส์หันหน้าเข้าหากันประดับอยู่บนพื้นทานสีแดงชาด ถัดจากหน้าบันลงมาเป็นมุขยื่นออกมาค้ำด้วยเสาระเบียงรายรอบพระอุโบสถ คันทวยทำเป็นรูปหงส์ซุ้มหน้าต่างเป็นลวดลายปูนปั้น ด้านหน้ามีประตู ๓ บาน บานตรงกลางเป็นบานใหญ่ บานข้าง ๆ มีขนาดเล็กกว่า มีลวดลายปูนปั้นประดับที่ซุ้มประตูด้านหลังมีประตู ๒ บาน รอบพระอุโบสถมีระเบียงล้อมรอบ

พระอุโบสถ มีลักษณะแบบพระอุโบสถในสมัยกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ ภายในพระอุโบสถกว้าง มีเสาอยู่ด้านข้างพระอุโบสถทั้ง ๒ ข้าง เสาประดับด้วยลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งเป็นรูปพันธุ์พฤกษา ฐานเสาเป็นลายเชิง ผนังพระอุโบสถด้านในเหนือระดับหน้าต่าง เป็นจิตรกรรมรูปพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งลายดอกไม้ ประดับอยู่บนพื้นสีดำ ภาพเขียนระหว่างช่องหน้าต่างเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ "พระทศชาติ"

พระพุทธลักษณะ
พระประธานในพระอุโบสถ วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

พระพุทธลักษณะ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะในสมัยอู่ทอง (เป็นปูนปั้นลงรักปิดทอง) ขนาดหน้าตักกว้าง ๒.๖๐ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร ไม่มีพระนามและไม่ทราบประวัติว่าสร้างขึ้นในสมัยใดจึงสันนิษฐานกันว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยา

หลวงพ่อแสน
พระพุทธรูปสัมฤทธิ์นวโลหะ เรียกกันว่า "หลวงพ่อแสน" เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งขัดสมาธิราบปางมารวิชัย หน้าตักประมาณ ๒ ศอกเศษ หรือประมาณ ๒๕ นิ้วครึ่งเป็นโลหะเนื้อสัมฤทธิ์สีทองต่างกันเป็น ๔ ชนิดดังนี้ เบื้องพระศอตอนบนจนถึงพระเศียรและพระพักตร์สีทองเป็นนวโลหะสัมฤทธิ์แก่ เบื้องพระศอตอนล่างลงมาจนถึงพระองค์ และฐานรองสีทองสัมฤทธิ์เนื้ออ่อนกว่าตอนพระเศียรและพระพักตร์ เนื้อทองจีวรเป็นอีกสีหนึ่งเข้มกว่าเนื้อทองส่วนพระองค์ แต่ไม่เข้มกว่าตอนพระพักตร์และพระเศียร แต่เป็นสังฆาฏิชนิดยาวทาบลงมาถึงพระนาภีแบบลังกาวงศ์ พระเกตุมาลาหรือพระรัศมีเป็นเปลวยาวขึ้นแบบลังกาวงศ์ รอบฝังแก้วผลึก ๑๕ เม็ด นิ้วพระหัตถ์ไม่เสมอกันแบบพระเชียงแสน และสุโขทัยยุคแรก พระเศียรโตเขื่องกว่าส่วนขององค์พระจนสังเกตเห็นชัด พระเนตรฝังแก้วผลึกไม่ส่วนสีขาวและฝังนิลในส่วนสีดำ ฐานรองเป็นแบบบัวคว่ำบัวหงาย ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถเบื้องหน้าองค์พระประธานออกมา จัดเป็นพระพุทธรูปสำคัญและงามเป็นพิเศษแตกต่างจากบรรดาพระพุทธรูปอื่น ๆ มีลักษณะเป็นชนิดหนึ่งหาเหมือนพระพุทธรูปในที่อื่นไม่ เป็นของเก่าโบราณ หลวงพ่อแสนองค์นี้แหละเป็นพระที่ขึ้นชื่อลือชา เป็นที่นับถือของชาวบ้านชาววัดถิ่นนี้ทั่วกัน และถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์นัก อำนวยความสำเร็จให้แก่ผู้ปรารถนาได้นานาประการ และเป็นอัศจรรย์ยิ่งนัก จนมีนิยายเล่ากันปรัมปราสืบ ๆ มาว่า หลวงพ่อแสนองค์นี้นะลอยน้ำมา มีคนอัญเชิญขึ้นหลายแห่งถึงกับใช้แรงคนดึงลากขึ้นเป็นจำนวนแสนคนก็ไม่เสด็จขึ้น เมื่อลอยมาถึงวัดหงส์ ฯ นี้แล้ว เพียงอาราธนาอัญเชิญก็เสด็จขึ้นด้วยกำลัง ๔ – ๕ คนเท่านั้น ดังนั้นหลวงพ่อองค์นี้จึงมีนามว่า "หลวงพ่อแสน" คือคนเป็นแสนแสนดึงไม่ขึ้นนั่งเอง ก็อัศจรรย์อยู่ถึงกับมีเรื่องอัศจรรย์ปรัมปราเป็นนิยายประจำพระพุทธรูปองค์นี้ ทั้งนี้เห็นจะเนื่องด้วยหลวงพ่อแสนองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธานุภาพเป็นที่ประจักษ์ทั่วไปนั้นเอง ตามตำนานสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงจัดไว้ในประเภทพระพุทธรูปสำคัญ ทรงพระนิพนธ์ประวัติไว้ในตำนานของพระองค์ท่านดังนี้ "พระแสน (เมืองเชียงแตง) พระพุทธรูปองค์นี้ เชิญมาแต่เมืองเชียงแตงเมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๐๑ ประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถวัดหงส์รัตนาราม" คิดเป็นเวลาขวบปีได้ ๑๐๐ ปีแล้วจนบัดนี้

ที่ตั้ง
เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

การเดินทาง
รถประจำทาง สาย 19, 40, 56, 57, 149

เวลาทำการ
เปิดทุกวัน 08.00 น. - 18.00 น.

ที่มาข้อมูล : วัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร

  แผนที่ Google Maps
ขอเชิญทุกท่านร่วมเผยแผ่ความงดงาม มหัศจรรย์วัดสวยศาสนสถานสำคัญ
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบสานศิลปวัฒนธรรม
ง่ายๆ เพียง ส่งต่อไลน์ แชร์เฟสบุ๊ค ทวีตบอกต่อ:

กราบขอบพระคุณ

กราบขอบพระคุณ วัดและศาสนสถานสำคัญต่างๆ ที่ได้เมตตาเอื้อเฟื้อสถานที่ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการบันทึกภาพ พระอาจารย์ทุกท่านที่ได้เมตตาชี้แนะสั่งสอน และกัลยาณมิตรผู้เอื้อเฟื้อทุกท่าน

ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
ทุกนาทีที่นี่เราได้ละจากบาปทั้งปวง ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเผยแผ่แบ่งปัน
ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล
บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์
ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
ทั้งคนรักคนชังแต่ครั้งไหน
ขอให้ได้ส่วนกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ
ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ เทอญ

>