วัดมกุฏกษัตริยาราม

วัดมกุฏกษัตริย์

วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร | พระอารามหลวงชั้นโท | พระประธาน: พระพุทธวชิรมงกุฏ

  ชมวีดีโอ 360 องศา

วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านใกล้ถนนราชดำเนินนอก เป็นหนึ่งในห้าพระอารามสำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในปี พ.ศ. ๒๓๙๔ แล้ว ทรงพระราชดำริว่า กำแพงเมืองและคลองบางลำพูซึ่งขุดขึ้นเป็นคูเมืองในเวลานั้นยังคับแคบและกระชั้นชิดกับพระบรมมหาราชวังเกินไป ควรจะขุดคลองขยายคูเมืองให้กว้างขวางออกไปอีก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองทางฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นเป็นคูเมืองชั้นนอกคือ ปากคลองทิศใต้ ออกริมวัดแก้วฟ้า ปากคลองทิศเหนือ ออกริมวัดสมอแครง (วัดเทวราชกุญชร ในปัจจุบัน) เริ่มขุดเมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีกุน ตรีศก (วันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๙๔) มีขนาดกว้าง ๑๐ วา ลึก ๖ ศอก ยาว ๑๓๗ เส้น ค่าขุดเส้นละ ๒ ชั่ง ๑๐ ตำลึง (๒๐๐ บาท) ขุดอยู่ ๑๐ เดือน จึงเสร็จในวันเสาร์ เดือน ๙ แรม ๑๔ ค่ำ ปีชวด จัตวาศก (วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๕) รวมเงินค่าขุดดินและขุดตอทั้งสิ้น ๓๙๑ ชั่ง ๑๓ ตำลึง ๑ บาท ๑ เฟื้อง (๓๑,๓๓๓ บาทกับ ๑๒ สตางค์ครึ่ง) พระราชทานชื่อคลองนี้ว่า "คลองผดุงกรุงเกษม" และโปรดให้สร้างป้อมเรียงรายอยู่ด้านในอีกด้วย

ในพระราชพงศาวดารเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เคยมีพระราชกระแสรับสั่งไว้กับสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดีว่า จะทรงสร้างวัดถวายสักวัดหนึ่ง แต่ยังไม่ทันสร้าง พระนางเจ้าฯ ก็ประชวรสวรรคตเสียก่อน เมื่อขุดคลองผดุงกรุงเกษมเสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ซื้อที่ดินริมคลองผดุงกรุงเกษม ที่นางเลิ้ง สำหรับเป็นที่สร้างวัดและเป็นที่ธรณีสงฆ์ ทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๖ พระราชทานชื่อวัดตามพระนามของพระนางเจ้าฯ พระองค์นั้นว่า "วัดโสมนัสวิหาร"

ครั้นการก่อสร้างวัดโสมนัสวิหารสำเร็จเรียบร้อยและเปิดวัดแล้ว จึงมีพระราชดำริต่อไปว่า ที่กรุงศรีอยุธยา มักมีวัดเรียงรายอยู่ตามชายคลอง เช่นพระเจ้าบรมโกศ (สมเด็จพระบรมราชาที่ ๓) ทรงสร้างวัดกุฎีดาว ที่ริมคูเมือง ตรงข้ามกับวัดสมณโกฏิของพระมเหสี จึงมีพระราชประสงค์จะสร้างวัดส่วนพระองค์ขึ้นคู่เคียงกับวัดโสมนัสวิหาร ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษมนี้บ้าง ได้ทรงเลือกที่ดินติดต่อกับที่ดินของวัดโสมนัสวิหาร ยาวไปตามริมคลองผดุงกรุงเกษมทางเหนือ ใกล้กับป้อมหักกำลังดัษกร โปรดให้ซื้อที่สวนของราษฎรหลายเจ้าของ รวมกันเป็นเนื้อที่ผืนใหญ่ สำหรับใช้เป็นที่สร้างวัดและเป็นที่ธรณีสงฆ์ รวมความว่าที่ดินเดิมของวัดมกุฏกษัตริยารามนั้น มีพรมแดนติดกับที่ดินของวัดโสมนัสวิหาร ตรงถนนราชดำเนิน บัดนี้ไม่มีที่ดินของเอกชนอยู่ในระหว่างที่ขนาบของวัดทั้งสอง

เมื่อได้ที่ดินตามพระราชประสงค์แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นแม่กอง พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนราชสีหวิกรม (พระองค์เจ้าชุมสาย) เป็นนายช่าง และพระยามหานุภาพ เป็นนายงาน ในการก่อสร้างนั้น ท่านทั้ง ๓ ได้วางแผนผังวัดให้คล้ายกับวัดโสมนัสวิหาร กล่าวคือ มีคูในพื้นที่วัดแยกจากคลองผดุงกรุงเกษมเข้าไป ด้านกว้างตามลำคลอง ๔ เส้นครึ่ง ลึกเข้าไปข้างละ ๖ เส้นครึ่ง ส่วนด้านสกัดข้างหลัง มีขนาดกว้างยาวเท่ากับข้างหน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กำหนดสร้างกำแพงรอบวัดขึ้นภายในคูคลอง กว้างข้างละ ๓ เส้น ๑๑ วา ยาวข้างละ ๔ เส้น กำแพงด้านหน้า ด้านซ้าย และด้านหลัง มีประตูซุ้มข้างละ ๓ ประตู ส่วนด้านขวาคือทางตะวันออกมีประตูเดียว ภายในกำแพงรอบวัดนั้น กำหนดทำกำแพงแยกพื้นที่ออกเป็น ๓ ส่วน คือ ตอนกลางเป็นส่วนพุทธาวาส สองข้างเป็นส่วนสังฆาวาส มีประตูซุ้มสำหรับผ่านเข้าเขตพุทธาวาสข้างละ ๒ ประตูทะลุถึงกัน ทั้งตอนหน้าวัดและตอนหลังวัด

ตอนกลางที่เป็นเขตพุทธาวาสนั้น กำหนดเป็นที่ตั้งพระวิหารอยู่ข้างหน้า มีวิหารคต ๔ เหลี่ยม เชื่อมกับพระวิหารตอนหลัง มีประตูเข้าออกทางระเบียงพระวิหาร ๒ ข้าง และมีมุขยื่นเข้าออกเป็นประตูอีกข้างละ ๑ ประตู ภายในลานกลางวิหารคต สำหรับเป็นที่ก่อสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ ถัดจากนั้นไป ระหว่างวิหารคตกับกำแพงด้านสกัดหลังวัด เป็นที่สร้างพระอุโบสถขวางกับพระวิหาร ต่างจากพระอุโบสถวัดโสมนัสวิหาร

พื้นที่วัดนี้ทางตะวันออกเฉียงเหนือติดกับคลองผดุงกรุงเกษม ฉะนั้นแผนผังของวัดนี้ จึงต้องหันหน้าลงคลอง และพระวิหารซึ่งตั้งอยู่ตอนหน้าของวัด จึงหันหน้าไปสู่ตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนพระอุโบสถซึ่งตั้งอยู่ถัดเข้าไป หันหน้าไปสู่ตะวันออกเฉียงใต้

แผนผังของวัดนี้นั้น มีพระวิหารอยู่ตอนหน้าวัด พระอุโบสถอยู่ตอนหลังวัด พระเจดีย์ตั้งอยู่หลังพระวิหารหรือกลางลานวิหารคตอันเป็นท่ามกลางของวัด หาได้สร้างพระอุโบสถไว้หน้าวัดเหมือนวัดอื่นบางวัดไม่ ทั้งนี้เพราะมีพระราชประสงค์ให้ใช้พระวิหารในกิจการพระศาสนาทั่วไป ส่วนพระอุโบสถนั้น สำหรับใช้ทำสังฆกรรมบางอย่าง เช่น ทำปาฎิโมกข์ เป็นต้น ฉะนั้นพระวิหารจึงมีขนาดใหญ่กว่าพระอุโบสถ

ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๑๐ จึงเสด็จมาวางศิลาฤกษ์ ทรงเร่งรัดการก่อสร้างเสนาสนะให้เสร็จทันเปิดวัด ก่อนเข้าพรรษา พ.ศ. ๒๔๑๑ เสนาสนะ ๓ คณะนั้นได้สำเร็จเรียบร้อยตามพระราชประสงค์ พอเป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุสงฆ์ได้ ๒๐ รูป ส่วนพระวิหาร วิหารคต พระเจดีย์ และพระอุโบสถ ยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อมา

เมื่อการก่อสร้างกุฏิ ๓ คณะสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทรงกำหนดฤกษ์เปิดวัด ณ วันศุกร์ เดือน ๘ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ได้ทรงเลือกพระจันทรโคจรคุณ (จนฺทรํสี ยิ้ม) วัดบวรนิเวศวิหารมาเป็นเจ้าอาวาส และทรงกำหนดให้มีภิกษุสงฆ์ ๒๐ รูป รวมเป็นพระสงฆ์วีสติวรรค คือ พระจันทโคจรคุณ ๑ พระฐานานุกรม ๓ และพระอนุจร ๑๖

เมื่อเริ่มสร้างวัดนี้นั้น ได้พระราชทานชื่อว่า "วัดมกุฏกษัตริยาราม" ตามพระปรมาภิไธยของพระองค์ ให้คู่เคียงกับวัดโสมนัสวิหาร ซึ่งทรงสร้างอุทิศพระราชกุศลถวายสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสี แต่ภายหลังปรากฏว่าเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการจะกราบทูลออกชื่อวัดอันเป็นพระปรมาภิไธย ก็ขัดปากกระดากใจ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกว่า "วัดพระนามบัญญัติ" ไปพลางก่อน เมื่อสิ้นรัชกาลของพระองค์แล้วจึงให้เรียกว่า "วัดมกุฏกษัตริยาราม" แต่ก็เรียกกันว่า "วัดพระนามบัญญัติ" ต่อมาถึง ๒๒ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงประกาศให้เรียกว่า "วัดมกุฏกษัตริยาราม" ตามพระราชประสงค์ เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม พ.ศ. ๒๔๓๓

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดวัดได้เพียง ๙๙ วัน หรือพระราชทานวิสุงคามสีมาได้เพียง ๙๖ วัน ถึงวันมหาปวารณาออกพรรษา คือวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีนั้น ก็เสด็จสวรรคต การก่อสร้างยังไม่สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบราชสมบัติจากพระราชบิดา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อสร้างต่อมาจนสำเร็จ

พระวิหารหลวง
พระวิหารตั้งอยู่ตอนหน้าวัด หันหน้าออกทางคลองผดุงกรุงเกษมและถนนกรุงเกษม เป็นวิหารใหญ่ ๗ ห้อง หลังคามุขลด มีเฉลียงรอบ สร้างขึ้นบนฐาน ๒ ชั้น คือฐานระเบียงชั้นล่าง สูงราว ๓ ศอก ฐานชั้นบน สูงราว ๑ ศอก ๑ คืบ มีเสากลมใหญ่ตั้งบนฐานชั้นล่างรับหลังคามุขลดข้างบนโดยรอบ รวม ๒๘ ต้น ด้านหน้าชั้นล่าง มีบันได ๒ ข้าง (ไม่มีบันไดกลาง) ข้างละ ๗ ขั้น ส่วนชั้นบนมี ๓ บันได บันไดละ ๔ ขั้น บันไดทั้งหมดทำด้วยหินเรียบ

ผนังพระวิหารหนาราว ๒ ศอก มีประตู ๕ ประตู คือประตูต้านหน้า ๓ ด้านหลัง ๒ มีหน้าต่างข้างละ ๗ กรอบประตูหน้าต่างด้านนอกปั้นเป็นลายดอกไม้ ส่วนข้างบนทำพานแว่นฟ้าซ้อนกันตั้งอยู่บนช้างสามเศียร รองรับเลข ๔ มีพระมหามงกุฎครอบ และมีฉัตร ๙ ชั้นปักอยู่ ๒ ข้าง ปิดทองประดับกระจกทั้งประตูและหน้าต่าง ส่วนบานประตูหน้าต่างทำด้วยไม้สักหนาใหญ่ลงรักปิดทองลายรดน้ำ

หลังคา ๓ ลด มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ ที่หน้าบรรณทำเป็นลายกนกล้อมมหามงกุฎ ส่วนข้างบนใช้ปูนปั้นหัวนาคและตัวนาคแทนช่อฟ้าใบระกา

ภายในพระวิหาร กว้าง ๖ วาเศษ ยาว ๑๑ วา ๑ คืบ ๗ นิ้ว มีเสา ๔ เหลี่ยม กว้างราว ๒ ศอก ยาวราว ๒ ศอกเศษ แถวละ ๖ ต้น ๒ แถว รวม ๑๒ ต้น ข้างล่างประดับด้วยหินอ่อนสูงขึ้นไปราวต้นละ ๒ ศอก ข้างบนถือปูนเขียนลวดลายหลากสี เป็นปริศนาธรรมตามฉฬาภิชาติ คือนับจากข้างหน้าเข้าไป คู่แรก สีดำคล้ำ คู่ที่ ๒ สีเขียวคราม คู่ที่ ๓ สีแดง คู่ที่ ๔ สีเหลือง คู่ที่ ๕ สีนวล คู่ที่ ๖ สีนวลขาว หมายความว่า ที่อยู่ไกลพระ จิตใจก็มืดมัว ยิ่งใกล้เข้าไป จิตใจก็จางลงโดยลำดับ นอกจากสียังมีภาพเขียนแสดงความประพฤติของคนตามลำดับ เช่นเมื่อยังอยู่ห่างพระ ก็มีการยิงนกตกปลา ใกล้เข้ามาก็มีการเข้าวัด ใกล้เข้ามาอีกก็ออกบวชประพฤติธรรม เป็นต้น ที่เสาด้านในมีตะเกียงแก้วเจียระไนติดอยู่ต้นละ ๑ ดวง

ผนังพระวิหารด้านใน ประดับหินอ่อนขึ้นไปถึงกรอบหน้าต่าง ระหว่างช่องหน้าต่าง เขียนภาพเรื่องราวของพระสาวกที่มาในบาลีและอรรถกถา มีอักษรจารึกบนแผ่นหินอ่อนบอกเรื่องย่อแผ่นละ ๗ บรรทัดไว้ข้างล่าง แม้ข้างกรอบหน้าต่าง ก็เขียนภาพการบำเพ็ญกัมมัฏฐานต่างๆ ไว้ด้วย

ที่บานประตูทั้ง ๕ ทาสีน้ำเงิน ใช้รงทองเขียนพระสูตรต่างๆ ด้วยอักษรขอมบรรจง คือ บานประตูกลาง เขียนธัมมจักกัปปวัตตนสูตร บานประตูขวา เขียนธัมมจักกัปปวัตตนสูตร (ต่อ) และอาทิตตปริยายสูตร บานประตูซ้าย เขียนสาราณียธัมมสูตร ด้านหลัง บานประตูขวา เขียนโคตมีสูตร บานประตูซ้าย เขียนธัมมนิยามสูตร ส่วนที่บานหน้าต่าง ๑๔ ช่อง ๒๘ บาน ใช้รงทองเขียนคาถาธรรมบทด้วยอักษรขอมบรรจง

พื้นพระวิหารทำเป็น ๒ ตอน คือตอนในสำหรับภิกษุสามเณร สูงกว่าตอนนอก ๑ คืบ ส่วนตอนนอกสำหรับอุบาสกอุบาสิกา ปูด้วยหินอ่อนขัดมัน บัดนี้ปูด้วยพรมผืนใหญ่สั่งทำเป็นพิเศษเต็มพื้นที่

ด้านในพระวิหารมีฐานพระประธานประดับหินอ่อน ๒ ชั้น คือชั้นล่างใหญ่และสูงราว ๔ ศอกเศษ ชั้นบนย่อมและสูงราว ๔ ศอก เป็นที่ตั้งบุษบกปิดทองล่องชาดประดับกระจก

บนเพดานทำเป็นดาวทองล่องชาด ตรงกลางติดโคมแก้วเป็นกลุ่มแบบโบราณ ๕ กลุ่ม ส่วนที่ระเบียง ๒ ข้าง ก็มีโคมแขวนห้วยอีกข้างละ ๗ ดวง

พระพุทธวชิรมงกุฏ
พระประธานในพระวิหารหลวง วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร
พระประธานเป็นพระหล่อด้วยทองสำริด ปางสมาธิ ลงรัก ปิดทอง หน้าตักกว้าง ๒ ศอก ๙ นิ้ว สูง ๒ ศอก ๑ คืบ ๘ นิ้ว กล่าวกันว่า สมเด็จพระวันรัต (ทับ พุทฺธสิริ) วัดโสมนัสวิหาร มาเป็นประธานในการหล่อ เดิมไม่มีชื่อ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (จวน อุฏฺฐายี) ได้ถวายพระนามว่า "พระพุทธวชิรมงกุฏ" ที่ผนังข้างหลังพระประธาน จารึกหัวใจอริยสัจด้วยอักษรขอมบรรจง ที่ฐานชั้นล่าง มีรูปพระอัครสาวก (พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ) สูง ๒ ศอก ๕ นิ้ว เป้นพระหล่อด้วยทองสำริด ลงรักปิดทอง นั่งพับเพียบประนมมือบนแท่นต่ำอยู่ข้างขวาและข้างซ้ายพระประธาน

ที่ตั้ง
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

เวลาทำการ
เปิดทุกวัน เวลา 08:30 - 18:30 น.
ทำวัตรเช้า เวลา 08:30 - 09:00 น. / ทำวัตรเย็น เวลา 18:00 - 18:30 น.

ที่มาข้อมูล : วัดมกุฏกษัตริยาราม ราชวรวิหาร

  แผนที่ Google Maps
ขอเชิญทุกท่านร่วมเผยแผ่ความงดงาม มหัศจรรย์วัดสวยศาสนสถานสำคัญ
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบสานศิลปวัฒนธรรม
ง่ายๆ เพียง ส่งต่อไลน์ แชร์เฟสบุ๊ค ทวีตบอกต่อ:

กราบขอบพระคุณ

กราบขอบพระคุณ วัดและศาสนสถานสำคัญต่างๆ ที่ได้เมตตาเอื้อเฟื้อสถานที่ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการบันทึกภาพ พระอาจารย์ทุกท่านที่ได้เมตตาชี้แนะสั่งสอน และกัลยาณมิตรผู้เอื้อเฟื้อทุกท่าน

ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
ทุกนาทีที่นี่เราได้ละจากบาปทั้งปวง ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเผยแผ่แบ่งปัน
ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล
บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์
ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
ทั้งคนรักคนชังแต่ครั้งไหน
ขอให้ได้ส่วนกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ
ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ เทอญ

>