วัดราชโอรสาราม

วัดราชโอรส

วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร | พระอารามหลวงชั้นเอก | พระประธาน: พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร | วัดประจำรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐมหาเจษฎาบดินทร พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

  ชมวีดีโอ 360 องศา

วัดราชโอรสาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และเป็นพระอารามประจำรัชกาลที่ ๓ เพราะพระองค์ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม ปัจจุบันตั้งอยู่เลขที่ ๒๕๘ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ริมคลองด่านด้านทิศตะวันตก มีคลองบางหว้าสกัดอยู่ทางด้านทิศเหนือ เป็นวัดโบราณ มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี มีชื่อเดิมว่า "วัดจอมทอง" เรียกกันโดยทั่วไปว่า "วัดราชโอรส"

มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงสถาปนาวัดราชโอรสารามนั้น สืบเนื่องจากบริเวณนี้เป็นนิวาสสถานของพระประยูรญาติข้างฝ่ายพระบรมราชชนนีของพระองค์ คือ กรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย (เจ้าจอมมารดาเรียม พระสนมเอกในรัชกาลที่ ๒) ธิดาของพระยานนทบุรีศรีมหาอุทยาน (บุญจัน) ซึ่งมีจวนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นที่ตั้งวัดเฉลิมพระเกียรติในปัจจุบัน กับคุณหญิงเพ็ง ซึ่งเป็นธิดาของพระยาราชวังสัน (หวัง) บ้านอยู่ข้างวัดหงส์รัตนาราม และท่านชู ท่านชูนี้เป็นพระปัยยิกา (ยายทวด) ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวกันว่าเป็นธิดาของคฤหบดีชาวสวน มีนิวาสสถานอยู่แถววัดหนัง ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของวัดจอมทอง โดยมีคลองบางหว้าคั่นอยู่ บริเวณสองฟากคลองด่านและคลองบางหว้า ซึ่งมีวัดอยู่ ๓ วัดคือ วัดจอมทอง วัดหนัง และวัดนางนอง จึงมีพวกชาวสวนผู้เป็นวงศาคณาญาติของท่านชูอาศัยอยู่จำนวนมาก และกล่าวได้ว่าบุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นพระประยูรญาติข้างฝ่ายพระบรมราชชนนีในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น

สำหรับเจ้าอาวาสวัดจอมทองในสมัยนั้น คงจะเป็นที่รู้จักมักคุ้นเป็นอย่างดีกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตั้งแต่ยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ในรัชกาลที่ ๒ ทั้งคงจะเป็นพระเถระที่มีความชำนาญทางวิปัสสนา ดังนั้นเมื่อทรงสถาปนาพระอารามแล้ว จึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระสุธรรมเทพเถร ทั้งมีผู้เล่าว่าท่านชำนาญในการพยากรณ์ยามสามตา ด้วยความชำนาญด้านนี้อาจเป็นสาเหตุให้วัดจอมทองได้รับการสถาปนาใหม่

กล่าวคือในเดือน ๑๑ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๖๓ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ มีข่าวเข้ามายังพระนครว่า พม่าตระเตรียมกำลังพลจะยกทัพเข้ามายังประเทศสยามอีกหลังจากเสร็จศึกเก้าทัพแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดกองทัพเป็น ๔ กอง ยกออกไปตั้งสกัดทัพพม่าอยู่เป็นแห่งๆ ในพื้นที่ตั้งแต่เมืองกาญจนบุรีลงไปทางปักษ์ใต้ โดยเฉพาะทางด่านเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นทางผ่านที่สำคัญติดชายแดนพม่านั้น ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓) ทรงเป็นแม่ทัพคุมพลหมื่นหนึ่งเสด็จไปตั้งขัดตาทัพอยู่ ณ ตำบลปากแพรก เมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้เสด็จยาตราทัพออกจากกรุงเทพฯ โดยทางเรือ เมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีมะโรงนั้นเอง

เส้นทางยาตราทัพในวันแรกได้ผ่านคลองบางกอกใหญ่ (ปัจจุบันคือคลองบางหลวง) เข้าคลองด่าน เมื่อเสด็จถึงวัดจอมทอง ก็เสด็จหยุดประทับแรมที่หน้าวัด และได้ทรงกระทำพิธีเบิกโขลนทวาร ตามลักษณะพิชัยสงครามที่วัดแห่งนี้ด้วย ดังมีความในหนังสือนิราศตามเสด็จทัพลำแม่น้ำน้อยที่พระยาตรังคภูมาภิบาล (พระยาตรัง) กวีเอกผู้โดยเสด็จราชการทัพครั้งนี้ด้วย ได้บรรยายถึงการประกอบพิธีนี้ไว้ว่า

“อาดาลอาหุติห้อม โหมสถาน
ถึกพฤฒิพราหมณ์ โสรจเกล้า
ชีพ่อเบิกโขลนทวาร ทวีเทวศ วายแล
ลารูปพระเจ้าปั้น แปดมือ”

ในพิธีดังกล่าวนี้พระองค์ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้เสด็จไปราชการทัพคราวนี้ประสบความสำเร็จและเสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ และเล่ากันมาว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดจอมทองได้จับยามสามตาดูแล้วได้ถวายคำพยากรณ์ไว้ว่าจะประสบความสำเร็จและจะได้เสด็จกลับมาโดยสวัสดิภาพจึงทรงเลื่อมใสและประทานพรไว้ว่า หากเป็นเช่นนั้นจริงจะสร้างวัดถวายให้ใหม่

เมื่อได้เสด็จยาตราทัพไปตั้งอยู่ ณ เมืองกาญจนบุรีจนจะย่างเข้าฤดูฝนในปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๖๔ แล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่าข้าศึกพม่าจะยกทัพเข้ามาตามที่เล่าลือกัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เลิกกองทัพ เสด็จกลับพระนคร เมื่อราวเดือน ๖-๗ ในปีมะเส็งนั้น ครั้นเสด็จกลับถึงพระนครแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ก็ทรงเริ่มสร้างวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งวัดตามที่ทรงประทานพรไว้แก่เจ้าอาวาส ได้เสด็จมาประทับคุมงานและตรวจตราการก่อสร้างด้วยพระองค์เองตลอดมา โดยส่วนใหญ่จะประทับพักอยู่ใต้ต้นพิกุลใหญ่ข้างพระอุโบสถ มีเรื่องเล่ากันต่อมาว่า พระองค์ได้เคยตรัสปรารภกับข้าราชบริพารที่เฝ้าอยู่เสมอว่า "ถ้าฉันตาย ฉันจะมาอยู่ที่นี่" ทรงดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๖๔ - ๒๓๗๔ รวมเวลา ๑๑ ปี ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเป็นพระอารามหลวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดราชโอรส" หมายถึงว่าเป็นวัดที่พระราชโอรสสถาปนา

พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร
พระประธานในพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม

“พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร” เป็นพระประธานในพระอุโบสถ วัดราชโอรสาราม โดยเป็นเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ ๑ วา ๒ ศอก หรือประมาณ ๓.๑๐ เมตร สูงประมาณ ๒ วา ๑ ศอก หรือประมาณ ๔.๕๐ เมตร ด้านล่างเป็นฐานเขียนรูป ยกขอบปลายกลีบบัว ลงรักปิดทอง ประดับด้วยกระจกที่พระพุทธอาสน์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรังคารของ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ประดิษฐานไว้ที่ผ้าทิพย์ใต้ฐานพระพุทธรูป พระประธานในพระอุโบสถ "พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร" พร้อมกับถวายพระปรมาภิไธยประจำรัชกาล และศิลาจารึกดวงชันษา

ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ "พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร" ประดิษฐานภายใต้พระมหาฉัตร ๙ ชั้น (นพปฏลมหาเศวตฉัตร) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ พระพุทธรูปองค์นี้กล่าวกันว่า เป็นพระพุทธรูปที่สร้างได้งดงามกว่าพระพุทธรูปองค์อื่นที่สร้างในสมัยเดียวกัน

ที่ตั้ง
เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร

การเดินทาง
รถประจำทางสาย 10, 43, 120
รถปรับอากาศสาย ปอ.พ.9

เวลาทำการ
เปิดทุกวัน เวลา 09:00 - 17:00 น.

ที่มาข้อมูล : วัดราชโอรสาราม

  แผนที่ Google Maps
ขอเชิญทุกท่านร่วมเผยแผ่ความงดงาม มหัศจรรย์วัดสวยศาสนสถานสำคัญ
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบสานศิลปวัฒนธรรม
ง่ายๆ เพียง ส่งต่อไลน์ แชร์เฟสบุ๊ค ทวีตบอกต่อ:

กราบขอบพระคุณ

กราบขอบพระคุณ วัดและศาสนสถานสำคัญต่างๆ ที่ได้เมตตาเอื้อเฟื้อสถานที่ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการบันทึกภาพ พระอาจารย์ทุกท่านที่ได้เมตตาชี้แนะสั่งสอน และกัลยาณมิตรผู้เอื้อเฟื้อทุกท่าน

ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
ทุกนาทีที่นี่เราได้ละจากบาปทั้งปวง ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเผยแผ่แบ่งปัน
ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล
บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์
ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
ทั้งคนรักคนชังแต่ครั้งไหน
ขอให้ได้ส่วนกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ
ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ เทอญ

>