วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

วัดราชประดิษฐ์

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร | พระอารามหลวงชั้นเอก | พระประธาน: พระพุทธสิหังคปฏิมากร | วัดประจำรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

  ชมวีดีโอ 360 องศา

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตามธรรมเนียมประเพณีโบราณที่ว่า ในราชธานีจะต้องมีวัดสำคัญประจำ ๓ วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐาน เช่นที่สุโขทัย สวรรคโลก พิษณุโลก และพระนครศรีอยุธยา แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดสลัก เป็นวัดนิพพานาราม และเปลี่ยนเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ แต่ต่อมามีพระราชดำริว่า ในกรุงเทพฯ ยังไม่มีวัดมหาธาตุ จึงเปลี่ยนชื่อวัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นวัดมหาธาตุ และพระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ พระพี่นางเธอในรัชกาลที่ ๑ ทรงบูรณะวัดเลียบ ต่อมา ได้นามว่า วัดราชบูรณะ ยังคงขาดแต่วัดราชประดิษฐ์เท่านั้น จึงทรงสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้ครบตามโบราณราชประเพณี และเพื่อพระอุทิศถวายแก่พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุตติกนิกายเพื่อที่พระองค์เองและเจ้านาย ข้าราชการ ที่จะไปทำบุญที่วัดฝ่ายธรรมยุตติกนิกายใกล้พระบรมมหาราชวังได้สะดวก วัดราชประดิษฐฯจึงเป็นวัดฝ่ายธรรมยุตติกนิกายวัดแรกที่สร้างขึ้น เพื่อพระสงฆ์ในนิกายนี้ เพราะวัดอื่น ๆ ของฝ่ายธรรมยุตเป็นวัดที่แปลงมาจากวัดของมหานิกาย

วัดราชประดิษฐฯ สร้างขึ้นในที่ดินที่เคยเป็นสวนกาแฟของหลวงโดยก่อสร้างใน พ.ศ. ๒๔๐๗ เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า “วัดราชประดิษฐสถิตธรรมยุติการาม” เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้เปลี่ยนเป็น “วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม” เพื่อให้เหมาะสมกับเป็นที่ประดิษฐานหลักศิลา ซึ่งเป็นสีมามีจารึกคาถาบาลี และภาษาไทย ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์รวม ๑๐ หลัก ปรากฏในประกาศเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ เรื่องประกาศให้เรียกนามวัดราชประดิษฐฯให้ถูกว่า มีผู้เรียกวัดราชประดิษฐฯว่า วัดราชบัณฑิต วัดทรงประดิษฐ์ ไม่ถูกต้องกับที่พระราชทานนามไว้ จึงทรงกำชับว่า ให้เรียกชื่อวัดว่า “วัดราชประดิษฐฯ” หรือ “วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม” หลังจากทรงสร้างเสร็จแล้ว ได้ทรงอาราธนาพระสาสนโสภณ (สา ปุสฺสเทโว ป.ธ.๙) หรือสามเณรสา ผู้สอบเปรียญ ๙ ประโยคได้ขณะเป็นสามเณร เป็นสามเณรนาคหลวง สายเปรียญธรรม รูปแรกของกรุงรัตนโกสินทร์ จากวัดบวรนิเวศวิหาร มาเป็นเจ้าอาวาสเมื่อพ.ศ. ๒๔๐๘ ปีฉลู ทรงกระทำการสมโภชทั้งเจ้าอาวาสและวัดใหม่เป็นเวลา ๓ วัน

วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นโรงเรือนที่อยู่อาศัยของข้าราชการ รัชกาลที่ ๔ ทรงขอซื้อที่เพื่อสร้างวัดธรรมยุตติกนิกาย เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๗ เพื่อสำหรับเจ้านาย ข้าราชการ ฝ่ายหน้า-ใน ได้บำเพ็ญกุศลสะดวกขึ้น เพราะใกล้พระบรมมหาราชวัง ในพระวิหารหลวงมีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระราชพิธี ๑๒ เดือน ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้วาดไว้ มีสถาปัตยกรรมที่น่าชม เช่น ปาสาณเจดีย์, ปรางค์ขอม, ปราสาทพระบรมรูป, ปราสาทพระไตรปิฎก ฯลฯ

พระวิหารหลวง
พระวิหารหลวงที่ใช้เป็นพระอุโบสถของวัดด้วยนั้น เป็นวิหารขนาด ๗ ห้อง หันหน้าไปทางทิศเหนือ หลังคาลดซ้อนกัน ๒ ชั้นและมีตับหลังคาซ้อนทับกัน ๓ ชั้น มุงกระเบื้องกาบูเคลือบสีส้มอมน้ำตาลประกอบกระเบื้องเชิงชาย เป็นการรื้อฟื้นแบบอย่างของกระเบื้องมุงหลังคาพระอารามในสมัยอยุธยาขึ้นใหม่ เช่นเดียวกับเครื่องลำยองก็เป็นแบบไทยประเพณี ประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และนาคสะดุ้งประดับกระจกสี

มุขโถงของพระวิหารหลวงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ประดับสาหร่ายรวงผึ้ง เสารับมุขโถงเป็นเสาเหลี่ยมเพิ่มมุม หัวเสาเป็นบัวจงกล ด้านข้างตั้งเสาพะไลรับชายคาปีกนก หัวเสาเป็นบัวโถโดยไม่มีคันทวยรองรับชายคา ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของวิหารและอุโบสถแบบไทย ผนังพระวิหารหลวงประดับหินอ่อนสีเทา-ขาว สีสลับไม่เสมอกัน ส่วนเสารับมุขโถงและพะไลประดับหินอ่อนรูปแปดเหลี่ยมพื้นขาวสลับหินอ่อนสีเทาเป็นรูปข้าวหลามตัด ช่วยสร้างมิติของสีที่แตกต่างกันระหว่างผนังและเสาของพระวิหาร การประดับหินอ่อนบนผนังและเสาของพระวิหารหลวงหรือพระอุโบสถเป็นแบบอย่างที่ริเริ่มในรัชกาลนี้

ซุ้มประตูและหน้าต่างพระวิหารหลวงเป็น "ซุ้มทรงมงกุฎจอมแห" ประกอบลายปูนปั้นปิดทองประดับกระจกสี ซุ้มทรงนี้มีครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เพดานซุ้มและขอบซุ้มประตูด้านในเขียนสีฝุ่นภาพมงคลและแจกันแบบจีนปักเครื่องมงคล

บานประตูทางเข้าด้านหน้าพระวิหารหลวงมี ๑ บาน ขนาบด้วยบานหน้าต่าง ๒ บาน ด้านหลังมีบานประตู ๒ บาน ส่วนบานหน้าต่างด้านข้างมีข้างละ ๗ บาน รวม ๑๔ บาน บานประตูและบานหน้าต่างเหล่านี้แกะสลักไม้ปิดทองประดับกระจกเป็นลายก้านแย่งใบเทศ ตัวลายฉลุโปร่ง มีมิติความลึกทับซ้อนกันถึง ๒ ชั้น โดยสลักแยกต่างหากจากพื้นบานประตูและหน้าต่างซึ่งสลักลายดอกลอยพุ่มข้าวบิณฑ์แล้วนำมาประกอบกันเพื่อให้เกิดมิติของลายที่ทับซ้อนกันรวม ๓ ชั้น

หลังบานประตูและหน้าต่างพระวิหารหลวงเป็นงานประดับมุกชั้นสูงของญี่ปุ่น อันผสมผสานเทคนิคการตัดมุกเป็นชิ้นๆ ประกอบเป็นโครงร่างแล้วระบายสีกับเทคนิคการป่นมุกโรยลงบนไม้ทารัก พระยาโชฎึกราชเศรษฐี (จ๋อง) เป็นผู้ทำตามรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บานประดับมุกตอนบน เป็นภาพนกนานาชนิด เช่น นกแก้ว นกกระเรียน นกอินทรี เป็นต้น ประกอบกับต้นไม้ ดอกไม้ เช่น ต้นสน ต้นซากุระ เป็นต้น ตอนล่างเป็นภาพทิวทัศน์บ้านเรือน สะพาน ท้องทะเลในญี่ปุ่น ระหว่างบานเป็นแผ่นไม้ลายกำมะลอบนพื้นลงรักแดงแบบเครื่องเขินจีน เป็นภาพมงคลและภาพบุคคลแบบต่างๆ

ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า แผ่นไม้ประดับมุกหลังบานประตูและหน้าต่างของพระวิหารหลวงเป็นของผลิตขึ้นจากเมืองท่านางาซากิของญี่ปุ่น เพื่อส่งออกไปยังต่างประเทศโดยเฉพาะ ด้วยเป็นเมืองเดียวในญี่ปุ่นที่ยังคงรักษาสายพานการผลิตงานประดับมุกแบบนี้ในช่วงระยะเวลาเดียวกับที่สร้างพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐในขณะที่เมืองอื่นๆ อาทิ เกียวโต ไม่ผลิตกันแล้ว

หน้าบันพระวิหารหลวงเป็นหน้าบันปูนปั้นปิดทองประดับกระจก หน้าบันประธานประกอบด้วยรูปพระมหาพิชัยมงกุฎบนพานพระมหากฐิน (พานแว่นฟ้า) ขนาบด้วยพระแสงขรรค์ ๒ องค์ ทอดบนพานรององค์ละพาน ทั้งหมดวางลงบนแท่นเทินด้วยช้าง ซึ่งน่าจะได้แก่ช้างเผือก ๖ ช้าง แวดล้อมด้วยฉัตรประกอบ ๗ ชั้น ตามพระบรมราชอิสริยยศพระมหากษัตริย์ มีลายก้านขดช่อหางโตใบเทศประกอบตลอดทั้งหน้าบัน หน้าบันชั้นลดแกะสลักลายก้านขดช่อหางโตใบเทศประกอบภาพ กล่าวคือ ด้านซ้ายและขวาแกะสลักภาพสังข์และหงส์ในปราสาท ตรงกลางมีภาพเทวดา ๒ องค์ เทวดาองค์ซ้ายเชิญหีบ องค์ขวาเชิญพระแสงขรรค์ หน้าบันของมุขโถงของพระวิหารแกะสลักเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎและพระแสงขรรค์ทอดบนพานแว่นฟ้าขนาบด้วยฉัตรเครื่องสูง ๕ ชั้น มีใบอะแคนธัส (acanthus) ลายใบไม้ม้วนแบบฝรั่งตามพระราชนิยมประกอบเป็นเรือนแก้ว ทั้งหมดนี้ล้อมรอบด้วยลายก้านขดช่อหางโตใบเทศ

ภายในพระวิหารหลวงเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน คือ พระพุทธสิหังคปฏิมากร ด้านหน้าประดิษฐาน พระพุทธสิหังคปฏิมากรน้อย แวดล้อมด้วยพระอัครสาวกซ้ายขวารวมกันภายในบุษบกใหญ่ ด้านหลังพระประธานเป็นบุษบกน้อยติดผนังเป็นที่ตั้งของ พระพุทธชินราชน้อย พระพุทธชินศรีน้อย และพระศรีศาสดาน้อย ด้านหน้าบุษบกใหญ่มีแท่นแว่นฟ้าปิดทองประดิษฐาน พระนิรันตรายเรือนแก้ว ในครอบแก้ว เหนือบานหน้าต่างเป็น จารึกพระธรรมอักษรขอม บนหินอ่อนล้อมกรอบประดับลายใบเทศปิดทองประดับกระจก ผนังตอนบนเขียนจิตรกรรมเป็น ภาพเทพชุมนุมในกลีบเมฆ ตอนล่างระหว่างบานหน้าต่างเป็นจิตรกรรม ภาพพระราชพิธีสิบสองเดือน ผนังด้านสกัดหน้าพระประธานเป็นจิตรกรรม ภาพการทอดพระเนตรสุริยุปราคาในพระบรมมหาราชวัง มุขโถงด้านหลังพระวิหารหลวงเป็นที่ตั้งของจารึกหินอ่อนภายในซุ้มประดับหินอ่อนใต้พระบรมราชสัญลักษณ์พระมหาพิชัยมงกุฎ พร้อมด้วยฉัตรประกอบ ๗ ชั้น ใกล้กับฉัตรข้างหนึ่งเป็นที่ตั้งของสมุดตำรา อีกข้างเป็นพระแว่นสุริยกานต์ทอดบนพานพระมหากฐิน (พานแว่นฟ้า)

พระพุทธสิหังคปฏิมากร
พระประธานในพระวิหารหลวง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม

เดิมทีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะเชิญพระพุทธสิหิงค์จากพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) ที่ทรงพระราชศรัทธาเลื่อมใสอย่างยิ่งมาเป็นพระประธานของวัดราชประดิษฐ แต่ก็ทรงพระราชปรารภว่า พระพุทธสิหิงค์เคยประดิษฐานในพระราชวังเป็นที่สูงศักดิ์อยู่แล้วไม่ควรเชิญมาประดิษฐานไว้ที่วัด จึงโปรดเกล้าฯ ให้นายช่างหล่อจำลองพระพุทธสิหิงค์ขยายขนาดใหญ่กว่าองค์จริง ถวายพระนามว่า "พระพุทธสิหังคปฏิมากร" เชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานของพระวิหารหลวงวัดราชประดิษฐภายในบุษบกใหญ่ เป็นที่น่าสังเกตว่านอกจากพระนาม "พระพุทธสิหังคปฏิมากร" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์จะพ้องเสียงกับพระนามของ "พระพุทธสิหิงค์" ดังที่สิหิงคนิทาน อธิบายว่าเพราะ "มีลักษณะท่าทางเหมือนราชสีห์ จึงเรียกชื่อว่า พระสิหิงค อีกนัยหนึ่งลักษณะท่าทางของราชสีห์เหมือนลักษณะท่าทางของพระผู้มีพระภาคจึงเรียกว่า สิหิงค" แล้ว ยังมีความหมายว่า พระพุทธปฏิมากรอันมีพระวรกายดุจราชสีห์ (สีห+อังค คือ สิหังค) ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓๒ ของมหาปุริสลักขณะ ลำดับที่ ๑๗ ของพระพุทธองค์ที่กล่าวไว้ในพระปฐมสมโพธิกถา ของนิกายเถรวาท คือ "สีหปุพฺพฑฺฒกาโย ส่วนพระวรกายเบื้องหน้าดั่งกึ่งกายเบื้องหน้าแห่งราชสีห์" และคัมภีร์ลลิตวิสตระ ของลัทธิมหายาน คือ "สึหปูรฺวารฺธกาย พระวรกายท่อนบนเหมือนท่อนบนของราชสีห์"

การปั้นหล่อจำลองพระพุทธสิหังคปฏิมากรทำได้ใกล้เคียงพระพุทธสิหิงค์องค์ต้นแบบตั้งแต่องค์พระพุทธรูปจนกระทั่งถึงพระพุทธอาสน์ (ฐานพระพุทธรูป) องค์พระพุทธรูปมีจุดเด่น คือ เป็นพระพุทธรูปประทับสมาธิราบ ปางสมาธิ นิ้วพระหัตถ์ทั้ง ๔ ยาวเสมอกัน ทรงครองจีวรห่มเฉียงประกอบด้วยสังฆาฏิพาดเป็นแถบใหญ่ พระอังสะขวายาวจนจรดพระนาภี เช่นเดียวกับพระพุทธสิหิงค์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ และประทับบนฐานบัวคลุ่ม (บัวกลุ่ม) เป็นบัวหงายแบบบัวฟันยักษ์กลีบซ้อนสลับกัน ๓ ชั้น รองรับด้วยฐานสิงห์ ส่วนวัสดุที่ใช้ในการหล่อนั้นเป็นสัมฤทธิ์ แล้วจึงกะไหล่ทับด้วยทองคำ ตามแบบพระราชนิยมในรัชกาลที่ ๔ ใต้พระพุทธอาสน์ของพระพุทธสิหังคปฏิมากรบรรจุพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในกล่องศิลาตามพระราชประสงค์ที่รับสั่งไว้กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก่อนเสด็จสวรรคต หน้ากระดานฐานสิงห์ของพระพุทธอาสน์ตรึงแผ่นโลหะรูปพระมหาพิชัยมงกุฏพระบรมราชสัญลักษณ์ประจำพระองค์บนพานแว่นฟ้าประกอบลายกนกเปลว แต่ที่น่ารักและน่าเอนดูมากก็คือ พระบรมราชสัญลักษณ์เทินด้วยรูป "หนู" ๑ ตัว และหนูอีก ๒ ตัวประกอบทั้งซ้ายและขวา มีกรอบเป็นลายกระหนกล้อมไว้ ทั้งนี้ เพราะมีพระบรมราชสมภพ (เกิด) ในปีชวดจึงใช้รูปหนูเป็นสัญลักษณ์ประจำปีนักษัตรของพระองค์ จนอาจกล่าวได้ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่นำรูปสัตว์ประจำปีนักษัตรของพระองค์มาใช้ประกอบพระบรมราชสัญลักษณ์

ที่ตั้ง
เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

การเดินทาง
รถประจำทางสาย 2, 60
รถปรับอากาศสาย ปอ.1, ปอ.2, ปอ.512

เวลาทำการ
เปิดทุกวัน เวลา 08:30 - 18:30 น.
พระวิหารหลวง เปิดทุกวัน (เช้า) 09:00 - 09:30 น. / (เย็น) 17:30 - 18:15 น.
สำหรับวันพระ พระวิหารหลวง เปิดเวลา 08:30 - 18:00 น.

ที่มาข้อมูล : วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

  แผนที่ Google Maps
ขอเชิญทุกท่านร่วมเผยแผ่ความงดงาม มหัศจรรย์วัดสวยศาสนสถานสำคัญ
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบสานศิลปวัฒนธรรม
ง่ายๆ เพียง ส่งต่อไลน์ แชร์เฟสบุ๊ค ทวีตบอกต่อ:

กราบขอบพระคุณ

กราบขอบพระคุณ วัดและศาสนสถานสำคัญต่างๆ ที่ได้เมตตาเอื้อเฟื้อสถานที่ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการบันทึกภาพ พระอาจารย์ทุกท่านที่ได้เมตตาชี้แนะสั่งสอน และกัลยาณมิตรผู้เอื้อเฟื้อทุกท่าน

ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
ทุกนาทีที่นี่เราได้ละจากบาปทั้งปวง ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเผยแผ่แบ่งปัน
ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล
บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์
ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
ทั้งคนรักคนชังแต่ครั้งไหน
ขอให้ได้ส่วนกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ
ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ เทอญ

>