วัดสระเกศ

วัดสระเกศ

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร | พระอารามหลวงชั้นโท | พระประธาน: พระประธาน

  ชมวีดีโอ 360 องศา

ประวัติ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
รวบรวมและเรียบเรียง

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณ เดิมเรียกชื่อว่า "วัดสะแก" มามีตำนานเนื่องในพระราชพงศาวดาร เมื่อปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ พุทธศักราช ๒๓๒๕ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

เขตด้านตะวันออก จดคลองซึ่งแยกจากคลองมหานาคตอนเหนือ สะพานโค้ง ผ่านไปทางวัดจักรวรรดิราชาวาส ปัจจุบันคลองนี้ถูกถมไปแล้ว
เขตวัดด้านตะวันตก จดคลองโอ่งอ่าง
เขตวัดด้านเหนือ จดคลองมหานาค
เขตวัดด้านใต้ มีคูวัดซึ่งขุดจากคลองโอ่งอ่าง เลียบเสนาสนะสงฆ์ไปจดกับคลลองด้านตะวันออก ปัจจุบันคูนี้ถูกถมไปแล้ว

วัดสระเกศเป็นวัดโบราณดังกล่าวข้างต้น มีข้อความปรากฏตามตำนานว่า เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแต่สมัยโบราณ สันนิษฐานว่า จะได้สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมมีชื่อว่า "วัดสระแก" เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัดสระเกศเมื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ตอนที่ได้สร้างกรุงเทพพระมหานครครั้งแรก มีปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่า เมื่อจุลศักราช ๑๑๔๕ เบญจศก ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๒๖ นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดให้ลงมือก่อสร้างพระนครรวมทั้งพระบรมมหาราชวัง และพระราชวังบวรสถานมงคล ได้รวมผู้คนให้ขุดคลองรอบเมืองตั้งแต่บางลำพูเรื่อยไปจนจดแม่น้ำด้านใต้ตอนเหนือวัดจักรวรรดิราชาวาส แล้วโปรดให้ขุดคลองหลอด และขุดคลองใหญ่เหนือวัดสระแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่า คลองมหานาค เพื่อเป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนคร ได้ลงประชุมเล่นเพลงและสักวาในเทศกาลฤดูน้ำเหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา และวัดสะแกนั้นเมื่อขุดคลองมหานาคแล้ว พระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า "วัดสระเกศ" และทรงปฏิสังขรณ์วัดสระเกศทั้งพระอาราม ตั้งต้นแต่พระอุโบสถตลอดถึงเสนาสนะสงฆ์ แลขุดคลองรอบวัดด้วย

คำว่า "สระเกศ" นี้ ตามรูปคำก็แปลว่า ชำระหรือทำความสะอาดพระเกศานั่นเอง มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระราชทานเปลี่ยนชื่อวัดสระแกเป็นวัดสระเกศนี้ มีหลักฐานที่ควรอ้างถึง คือพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี ข้อ ๑๑๖ ว่า "รับสั่งพระโองการตรัสวัดสะแกให้เรียกวัดสระเกศ แล้วบูรณปฏิสังขรณ์ เห็นควรที่ต้นทางเสด็จพระนคร" ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า "ปฏิสังขรณ์วัดสะแกและเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสระเกศเอามากล่าวปนกับวัดโพธิ์ เพราะเป็นต้นทางที่เสด็จเข้ามาพระนคร มีคำเล่าๆ กันว่า เสด็จเข้าโขลนทวาร สรงพระมรุธาภิเษกตามประเพณี กลับจากทางไกลที่วัดสะแก จึงเปลี่ยนนามว่า 'วัดสระเกศ' "

และยังมีลายพระหัตถ์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทูลสมเด็จกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ในสาสน์สมเด็จ ฉบับลงวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๕ เรื่องเกี่ยวกับวัดสระเกศที่น่ารู้อย่างหนึ่งว่า "ชื่อ วัดสระเกศ ดูถือว่าเป็นชื่อสำคัญทางมณฑลอีสาน มีเกือบทุกเมือง แต่เขาเรียกว่า 'วัดศรีสระเกศ' วัดสระเกศในกรุงเทพฯ นี้เดิมชื่อว่า 'วัดสะแก' มีเรื่องตำนานว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จกลับจากเมืองเขมรเข้ามาเสวยราชย์ ประทับทำพิธีพระกระยาสนานที่วัดสระเกศแล้ว จึงเดินกระบวนแห่เสด็จมายังพลับพลาหน้าวัดโพธาราม (ปัจจุบันคือ วัดพระเชตุพน) อันเป็นท่าเรือข้ามไปยังพระราชวังธนบุรี เมื่อทรงสร้างเป็นพระอารามหลวงในรัชกาลที่ ๑ จึงโปรดให้เปลี่ยนนามวัดสระเกศ พระธรรมทานาจารย์ (จุ่น) เคยบอกหม่อมฉันว่า พระในวัดสระเกศบอกเล่าสืบกันมาว่า สระที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ สรงน้ำนั้นโปรดฯ ให้ถมเสียแล้วสร้างการเปรียญขึ้นตรงนั้น อยู่ทางข้างตะวันออกของกุฏิหมู่ใหญ่อันเป็นที่อยู่ของพระราชาคณะบัดนี้"

ในตำนานของวัดสระเกศนี้ได้กล่าวไว้ว่า "เมื่อปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๒๕ เมื่อครั้งกรุงธนบุรีเกิดจลาจลขึ้น ในเวลานั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จดำรงพระยศเป็นสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เสด็จดำรงพระยศเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์พิษณวาธิราช เสด็จยกกองทัพไปทำการสงครามที่กรุงกัมพูชาทั้งสองพระองค์ เมื่อได้ทรงทราบว่าเกิดจลาจลขึ้นในกรุงธนบุรี จึงเสด็จยกกองทัพกลับมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จเข้าโขลนทวารประทับสรงมุรธาภิเษกที่วัดสะแก เมื่อ ณ วันเสาร์ เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ ปีขาล จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๔๔ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๒๕ ประทับอยู่เป็นเวลา ๓ วัน แล้วเสด็จจากพลับพลาวัดสะแก โดยกระบวนทางสถลมารคไปประทับ ณ หน้าวัดโพธาราม (ปัจจุบันคือ วัดพระเชตุพน) เสด็จลงเรือพระที่นั่งข้ามไปยังพระราชวังธนบุรี ทรงระงับดับยุคเข็ญในพระนครเรียบร้อยแล้ว เหล่าเสนาอำมาตย์ผู้ใหญ่ทั้งปวง เชิญเสด็จขึ้นผ่านพิภพปราบดาภิเษกประดิษฐานพระบรมราชจักรีวงศ์ดำรงรัฐสีมาเป็นใหญ่ในสยามประเทศสืบมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ทรงย้ายพระนครมาสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ข้างฝั่งตะวันออก เมื่อสร้างพระราชวังในพระนครใหม่ จึงโปรดให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต อันเป็นสิริมิ่งขวัญสำหรับพระนคร และเมื่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น ทรงพระราชดำริว่า ระฆังที่วัดสะแกเสียงไพเราะไม่มีระฆังอื่นจะเสมอ สมควรเอามาไว้ในวัดสำคัญสำหรับพระนคร จึงโปรดให้เอาระฆังที่วัดสะแกมาแขวนไว้ที่หอระฆังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สำหรับตีย่ำเช้าเย็นยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้"

วัดสระเกศได้เป็นวัดสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาติไทย และเกี่ยวกับพระบรมราชจักรีวงศ์มาแต่ต้น จึงเป็นอารามหลวงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ เป็นต้นมา ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เป็นจำนวนมากปฏิสังขรณ์ก่อสร้างถาวรวัตถุ และเสนาสนะสงฆ์สืบมาโดยลำดับ

วัดนี้อาจแบ่งเป็น ๒ เขตคือ ทางด้านเหนือของวัดเป็นที่ตั้งบรมบรรพต พระวิหารพระอัฏฐารส และบริเวณพระอุโบสถ จัดเป็นพุทธาวาส ส่วนทางด้านใต้ของเขตพุทธาวาส มีถนนคั่นเป็นเสนาสนะสงฆ์ที่อยู่ของพระภิกษุสามเณร จัดเป็นสังฆาวาส จะเห็นได้ว่า วัดสระเกศมีเขตที่แบ่งไว้อย่างเหมาะสม และสวยงาม

พระอุโบสถ
พระอุโบสถตั้งอยู่ภายในกำแพงแก้ว เนื่องกันกับพระวิหารพระอัฏฐารส มีพระระเบียงรอบพระอุโบสถระหว่างกำแพงแก้วกับพระระเบียงนั้น มีพระเจดีย์รายรอบ

พระระเบียงมีซุ้มประตูทั้ง ๔ ทิศ แต่ละซุ้มสร้างวิจิตรสวยงาม มีมุขยื่นลดหลั่นกัน หลังคาประกอบด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มุงด้วยกระเบื้องเคลือบ หน้าบันซุ้มประตูมีลวดลายประดับด้วยกระจก ภายในพระระเบียงมีพระพุทธรูปประดิษฐานเรียงกันเต็มพระระเบียงไปหมดทั้ง ๔ ด้าน มีจำนวน ๑๖๓ องค์ เป็นพระพุทธรูปหล่อก็มี เป็นพระพุทธรูปปั้นหุ้มปูนไว้เพื่อให้ได้ขนาดกันก็มี พระพุทธรูปเหล่านี้สันนิษฐานว่า คงจะได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในสมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อคราวปฏิสังขรณ์ใหญ่หมดทั้งวัด

พระอุโบสถประดิษฐานอยู่ตรงกลาง พระระเบียงมีพัทธสีมาตั้งรายรอบอยู่ ๘ ทิศ ประดิษฐานอยู่ในซุ้มทรงกูบช้าง ประดับด้วยกระเบื้องที่สั่งมาจากเมืองจีนวิจิตรสวยงาม ใบสีมาแต่ละซุ้มนั้นสลักด้วยศิลาประดับกระจกสีซุ้มละ ๒ ใบ ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศนี้มีชื่อเสียงมาก ซึ่งสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงสรรเสริญไว้ว่า "ซุ้มพัทธสีมาวัดสระเกศวิจิตรสวยงามมาก ควรถือเป็นแบบอย่างได้"

พระอุโบสถหลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบแลดูรับกันกับหลังคาพระระเบียง ประกอบด้วย ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีมุขเด็จยื่นลดหลั่นกัน หน้าบันทั้งสองด้านประดับกระจกสี มีรูปพระนารายณ์ทรงครุฑอยู่ตรงกลาง สำแดงลักษณะเครื่องหมายแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ทรงสถาปนามาแต่แรกสร้างกรุงเทพพระมหานคร ประตูหน้าต่างพระอุโบสถนั้นประดับด้วยซุ้มวอเป็นช่อชั้น บานประตูหน้าต่างเขียนลายกนกรดน้ำดำ เพดานเขียนเป็นรูปดาวราย

พระอุโบสถหลังนี้สร้างมาตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ โดยโปรดให้พวกเขมรจำนวนหมื่นคน ช่วยกันขุดรากเมื่อคราวขุดคลองมหานาค แล้วสร้างพระอุโบสถ ต่อมาในรัชกาลที่ ๓ ได้โปรดให้ปฏิสังขรณ์เขียนภาพฝาผนัง แต่ภาพที่เขียนในสมัยนั้นฝีมือไม่สู้งาม ฉะนั้นในการปฏิสังขรณ์ใหม่เมื่อครั้งรัชกาลที่ ๗ ทางวัดสระเกศจึงให้เขียนภาพฝาผนังด้านในใหม่ สองด้านเบื้องล่างเป็นภาพทศชาติ ส่วนเบื้องบนเขียนภาพเทพยดา และท้าวจตุโลกบาล ฝาผนังด้านหน้าเขียนภาพมารวิชัย มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางพญามาราธิราชผู้มีพระนามว่า วัสวดีมารนฤมิตแขนตั้งพันแขน ถืออาวุธครบมือ กำลังขี่ช้างครีเมขล์ พร้อมด้วยเสนามารผจญพระพุทธองค์ เพื่อแย่งชิงรัตนโพธิบัลลังก์ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพญามาราธิราชกำลังพ่ายแพ้แก่พระศากยมุนีศรีสรรเพชญ์พุทธเจ้า มีภาพพระนางธรณีนามว่าพสุนธรีกำลังบีบมวยผมอยู่ใต้พระพุทธบัลลังก์ เพื่อเป็นสักขีพยานในการที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีมา เหล่าเสนามารกำลังแหวกว่ายไปตามกระแสธาราที่หลั่งออกจากมวยผมพระนางธรณี เป็นภาพสองสีสลับ ส่วนฝาผนังด้านหลังพระประธานเขียนเป็นภาพไตรภูมิ คือ ภาพสวรรค์ ภาพมนุษย์ และภาพนรก พระระเบียงรอบพระอุโบสถ สมเด็จพระสังฆราชญาโณทยมหาเถระ ครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่หมด สิ้นเงินประมาณสองล้าน เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๑

พระประธาน
พระประธานในพระอุโบสถ วัดสระเกศ

ลักษณะของพระพุทธรูปประธานเป็นพระพุทธรูปปั้นปิดทองปางสมาธิที่ใหญ่โต พร้อมด้วยความงามสมพุทธลักษณะองค์หนึ่งในกรุงเทพพระมหานคร ฝีมือปั้นเข้าใจว่าคงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งไม่ค่อยพบมากนักในงานช่างไทย ลักษณะโดยรวมแล้วใกล้เคียงกับพระพุทธรูปในสมัยอยุธยา จึงแสดงให้เห็นงานที่สืบต่อมาจากสมัยก่อน ตรงตามประวัติที่กล่าวว่ารัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพอกทับพระประธานองค์เดิม ลักษณะดังกล่าวเป็นงานช่างในสมัยนี้ซึ่งต่างจากงานช่างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่จะมีพระพักตร์อย่างหุ่นอันเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นในภายหลัง ลักษณะของพระพุทธรูปประธานมีพระพักตร์ค่อนข้างสี่เหลี่ยมแบบอยุธยา ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวสูง พระโอษฐ์กว้างแบบอยุธยา ลักษณะชายสังฆาฏิที่ซ้อนทับกันแบบเดียวกับพระพุทธรูปอยุธยาตอนปลายในสมัยของ พระเจ้าปราสาททอง มีส่วนที่แตกต่างคือ ในสมัยรัตนโกสินทร์นิยมทำสังฆาฏิพาดกึ่งกลางพระวรกาย ในขณะที่พระพุทธรูปสมัยอื่นๆ นั้นชายสังฆาฏิจะอยู่ทางเบื้องซ้าย

บรมบรรพต
บรมบรรพตนี้ โดยมากเรียกกันว่า "ภูเขาทอง" สร้างเป็นรูปภูเขา มีพระเจดีย์อยู่บนยอด มีบันไดเวียนเป็นทางขึ้นไปถึงพระเจดีย์ ๒ ทางคือ ด้านเหนือทางหนึ่ง ด้านใต้ทางหนึ่ง สำหรับขึ้นและลงคนละทาง เพื่อสะดวกในเวลาเทศกาล และยังมีบันไดตรงด้านใต้อีกทางหนึ่ง แต่บันไดตรงได้รื้อเสีย เมื่อคราวบูรณปฏิสังขรณ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ ฐานโดยรอบวัดได้ ๘ เส้น ๕ วา ส่วนสูง ๑ เส้น ๑๙ วา ๒ ศอก บรมบรรพตนี้ นับว่าเป็นปูชนียสถานอันสำคัญทางพระพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง และเป็นสมบัติทรงคุณค่าของชาติอีกด้วย

การสร้างบรมบรรพตนี้ ได้เริ่มขึ้นในรัชกาลที่ ๓ ด้วยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะสร้างพระเจดีย์ให้เหมือนอย่างวัดภูเขาทองในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งที่วัดภูเขาทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น ตั้งอยู่ที่ชายทุ่ง มีพระเจดีย์อยู่องค์หนึ่ง เป็นที่สำหรับชาวพระนครศรีอยุธยาลงไปประชุมเล่นเพลง และสักวาในเทศกาลประจำปี จุดประสงค์เดิมก็เพื่อจะไปนมัสการพระเจดีย์ ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการประชุมรื่นเริงโดยทางเรือกันอยู่ ทรงพิจารณาเห็นว่าที่ที่วัดสระเกศเป็นสถานที่เหมาะสม มีลำคลองล้อมรอบเหมือนอย่างวัดภูเขาทองกรุงศรีอยุธยา จึงโปรดให้สมเด็จพระบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ครั้งยังเป็นพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เป็นแม่กองสร้าง แต่เนื่องจากพื้นที่ตอนนั้นเป็นสถานที่ติดกับชายคลองมหานาค พื้นดินตอนนั้นเป็นที่ลุ่มดินจึงอ่อนมาก ทานน้ำหนักพระเจดีย์ที่ก่อขึ้นไว้ไม่ไหว จึงได้ทรุดลงมาทุกครั้ง จำต้องหยุดการก่อสร้าง พระเจดีย์นั้นจึงค้าง เป็นแต่เพียงกองอิฐ ภายหลังต้นไม้ขึ้นปกคลุมรกรุงรังอยู่ เมื่อแรกลงมือสร้างพระราชทานนามว่า "พระเจดีย์ภูเขาทอง"

ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปีชวด พุทธศักราช ๒๔๐๗ ได้โปรดให้กรมหมื่นมเหศวรศิววิลาศเป็นแม่กองทำบรมบรรพตที่ท้องสนามหลวง เป็นภูเขาใหญ่สูง ๑๓ วา มณฑปสูง ๗ วา รวม ๒๐ วา เป็นที่ไว้พระบรมอัฐิ แล้วมีมณฑปน้อยอีก ๔ ทิศ เป็นที่ไว้พระอัฐิกรมพระราชวังบวรบ้าง พระบรมวงศ์ผู้ใหญ่บ้าง มีศาลาช่อฟ้าบนยอดเขาต่อเนื่องมณฑปลงมาเป็นที่พระสงฆ์สดับปกรณ์และฉันด้วย มีพระที่นั่งทรงธรรมใหญ่อยู่ใกล้บรรพต มีศาลารายล้อมภูเขาแทนสามส้าง ภูเขานั้นทำวิจิตรมีรูปภาพและเครื่องจักรกลไกต่างๆ เกณฑ์เจ้าต่างกรมทำภูเขาน้อยอีก ๔ ทิศ ประกวดประขันกัน แล้วขอแรงเจ้าต่างกรมที่ไม่ถูกเกณฑ์ และพระราชาคณะขอทำเก๋ง มีเครื่องจักรกลไกในเก๋งต่างๆ ตั้งล้อมภูเขาออกไปอีกชั้นหนึ่ง มีรูปสัตว์และระทาสูง ๑๒ วา มีราชวัตรฉัตรธงเครื่องประดับและเครื่งเล่นเหมือนอย่างพระบรมศพอย่างใหญ่ทุกสิ่งทุกประการ โปรดเกล้าฯ ให้เอารูปราชสีห์ไปตั้งให้ราษฎรดูด้วย แล้วได้เชิญพระพุทธรูปตั้งกระบวนแห่แต่หน้าพระที่นั่งดุสิตารมย์ออกไปสมโภชที่บรมบรรพต เสร็จแล้วเชิญพระพุทธรูปแห่กลับเข้าพระราชวัง

เนื่องในการสร้างพระบรมบรรพตครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชปรารภถึงพระปรางค์ใหญ่องค์หนึ่งที่วัดสระเกศ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างค้างไว้ ทรงพระราชดำริว่าของใหญ่ไม่ควรจะทิ้งไว้ให้เป็นกองอิฐอยู่ จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาศรีพิพัฒน์ (แพ บุนนาค) ผู้เป็นบุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ผู้เป็นแม่กองสร้างในรัชกาลที่ ๓ นั้น เป็นแม่กองสร้างในรัชกาลของพระองค์ และโปรดให้พระยาราชสงครามเป็นนายช่างกระทำซ่อมแปลงภูเขา ก่อพระเจดีย์ขึ้นไว้บนยอด ครั้นในเดือน ๖ ปีฉลู พุทธศักราช ๒๔๐๘ ได้เสด็จไปวางศิลาฤกษ์ ทำการซ่อมต่อมาจนตลอดรัชกาล โปรดให้เปลี่ยนนามพระเจดีย์ภูเขาทองใหม่ว่า "บรมบรรพต" ตามนามบรมบรรพตที่เคยสร้างในท้องสนามหลวงครั้งนั้น

การซ่อมบรมบรรพตยังค้างมาทำสำเร็จรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชกาลนี้โปรดให้ตัดถนนสระประทุมต่อจากถนนบำรุงเมือง ให้ทำสะพานมหาดไทยอุทิศ และถนนบริพัตรต่อจากถนนสระปทุมเข้าไปถึงลานบรมบรรพตด้วยสายหนึ่ง ต่อมาเมื่อตัดถนนจักรพรรดิต่อถนนวรจักร โปรดให้ถมคลองข้างหน้าวัดทำถนนและทำกำแพงวัด หน้าวัดออกถนนใหญ่ได้ในครั้งนั้น แล้วโปรดให้ทำสะพานข้ามคลองข้างหลังวัดต่อจากถนนสระประทุมเข้าในลานบรมบรรพตอีกสายหนึ่ง

บรมบรรพตนี้ต้องใช้เวลาสร้างถึง ๓ รัชกาล จึงได้สำเร็จเรียบร้อย

ที่ตั้ง
เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

การเดินทาง
รถประจำทาง สาย 8, 15, 37, 47, 49
รถประจำทางปรับอากาศ สาย ปอ.37, ปอ.49
เรือโดยสาร ท่าผ่านฟ้าลีลาศ (คลองแสนแสบ), ท่าภูเขาทอง (คลองผดุงกรุงเกษม)

เวลาทำการ
เปิดทุกวัน 08.00 น. - 19.00 น.

ที่มาข้อมูล : วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

  แผนที่ Google Maps
ขอเชิญทุกท่านร่วมเผยแผ่ความงดงาม มหัศจรรย์วัดสวยศาสนสถานสำคัญ
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบสานศิลปวัฒนธรรม
ง่ายๆ เพียง ส่งต่อไลน์ แชร์เฟสบุ๊ค ทวีตบอกต่อ:

กราบขอบพระคุณ

กราบขอบพระคุณ วัดและศาสนสถานสำคัญต่างๆ ที่ได้เมตตาเอื้อเฟื้อสถานที่ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการบันทึกภาพ พระอาจารย์ทุกท่านที่ได้เมตตาชี้แนะสั่งสอน และกัลยาณมิตรผู้เอื้อเฟื้อทุกท่าน

ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการแบ่งส่วนแห่งความดีให้แก่ผู้อื่น
ทุกนาทีที่นี่เราได้ละจากบาปทั้งปวง ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเผยแผ่แบ่งปัน
ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล
บุญกุศลแผ่ไปให้ไพศาล
ถึงบิดามารดาครูอาจารย์
ทั้งลูกหลานญาติมิตรสนิทกัน
ทั้งคนรักคนชังแต่ครั้งไหน
ขอให้ได้ส่วนกุศลผลของฉัน
ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ
ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้ เทอญ

>